พระพุทธเจ้า

posted on 21 Sep 2010 10:20 by manora999

 

พระพุทธเจ้า

 

 

ประสูติ

พระพุทธเจ้า พระนามเดิมว่า " สิทธัตถะ " เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พระองค์ทรงถือกำเนิดในศากยวงค์ สกุลโคตมะ พระองค์ประสูติ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ ) ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ กับกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ ( ปัจจุบันคือตำบลรุมมินเด ประเทศเนปาล )

การขนานพระนาม

พระราชกุมารได้รับการทำนายจากอสิตฤาษีหรือกาฬเทวิลดาบส มหาฤาษีผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าหิมพานต์ซึ่งเป็นที่ทรงเคารพนับถือของพระเจ้าสุทโธทนะว่า "พระราชกุมารนี้เป็นอัจฉริยมนุษย์ มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน บุคคลที่มีลักษณะดังนี้ จักต้องเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตแล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลกเป็นแน่ "หลังจากประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้ประชุมพระประยูรญาติ และเชิญพราหมณ์ ผู้เรียนจบไตรเพท จำนวน ๑๐๘ คน เพื่อมาทำนายพระลักษณะของพระราชกุมาร

ส่วนพราหมณ์เหล่านั้นคัดเลือกกันเองเฉพาะผู้ที่ทรงวิทยาคุณประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้งหมดได้ ๘ คน เพื่อทำนายพระราชกุมาร โกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้มีอายุน้อยกว่าทุกคน ได้ทำนายเพียงอย่างเดียวว่า พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต แล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่มีกิเลสในโลก พราหมณ์ทั้ง๘คนได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่าสิทธัตถะ มีความหมายว่า " ผู้มีความสำเร็จสมประสงค์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำ " เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาก็เสด็จสวรรคต (การเสด็จสวรรคตดังกล่าวเป็นประเพณีของผู้ที่เป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า )

 

อภิเษกสมรส

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะมีพระราชดำริว่าพระราชโอรสสมควรจะได้อภิเษกสมรส ทรงสู่ขอพระนางพิมพาหรือยโสธรา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะและพระนางอมิตา แห่งเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงคให้อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุมายุได้ ๒๙ พรรษา พระนางพิมพายโสรธาจึงประสูติพระโอรส เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงการประสูติของพระโอรสพระองค์ตรัสว่า " ราหุล ชาโต, พันธน ชาต , บ่วงเกิดแล้ว , เครื่องจองจำเกิดแล้ว"

ออกบรรพชา

เจ้าชายสิทธัตถะมิได้พอพระทัยในชีวิตคฤหัสถ์ พระองค์ยังทรงมีพระทัยฝักใฝ่ใคร่ครวญถึงสัจธรรมที่จะเป็นเครื่องนำทางซึ่งความพ้นทุกข์อยู่เสมอ พระองค์ได้เคยสด็จประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเทวทูตทั้ง ๔ คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต พระองค์จึงสังเวชพระทัยในชีวิต และพอพระทัยในเพศบรรพิต มีพระทัยแน่วแน่ที่จะทรงออกผนวช เพื่อแสวงหาโมกขธรรม อันเป็นทางดับทุกข์ถาวรพ้นจากวัฏสงสารไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จออกทรงผนวชเป็นบรรพชิต

 

เข้าศึกษาในสำนักดาบส

พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบว่าพระสมณสิทธัตถะทรงเห็นโทษในกาม เห็นทางออกบวชว่าเป็นทางอันเกษม สมณสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ณ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงได้สมาบัติคือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และอากิญจัญญายตนฌาน ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักอุทกดาบส รามบุตร นั้นทรงได้สมาบัติ ๘ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สำหรับฌานที่ ๑ คือปฐมฌาน นั้น พระองค์ทรงได้ขณะกำลังประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้า เนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล ( แรกนาขวัญ ) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

เมื่อสำเร็จการศึกษาสำนักแล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์ บรรลุพระโพธิญาณตามที่ทรงมุ่งหวัง พระองค์จึงทรงเสด็จไปกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ

 

บำเพ็ญทุกรกิริยา

" ทุกร " หมายถึง สิ่งที่ทำได้ยาก “ ทุกรกิริยา ” หมายถึงการกระทำกิจที่ทำได้ยาก ได้แก่ การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ
พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา คือการบำเพ็ญอย่างยิ่งยวดในลักษณะต่างๆเช่น การอดพระกระยาหาร การทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ พระปัสสาสะ ( ลมหายใจ ) การกดพระทนต์ การกดพระตาลุ ( เพดาน) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) เป็นต้น พระมหาบุรุษได้ทรงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลาถึง ๖ ปี ก็ยังมิได้ค้นพบสัจธรรมอันเป็นทางหลุดพ้นจากทุกข์ พระองค์จึงทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบำรุงพระวรกายให้แข็งแรง พระองค์ได้ประทับอยู่ตามลำพังในที่อันสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติดำเนินทางสายกลาง คือ การปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร นั่นเอง

 

ตรัสรู้

พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เวลารุ่งอรุณ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ) ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี
พระองค์เสด็จไปสู่ท่าสุปดิษฐ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงวางถาดทองคำบรรจุข้าวมธุปายาสแล้วลงสรงสนานชำระล้างพระวรกาย แล้วทรงผ้ากาสาวพัสตรอันเป็นธงชัยของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ หลังจากเสวยแล้วพระองค์ทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานว่า “ ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ ก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป แต่ถ้ามิได้เป็นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำเถิด “ แล้วทรงปล่อยถาดทองคำลงไปในแม่น้ำ ถาดทองคำลอยตัดกระแสน้ำไปจนถึงกลางแม่น้ำเนรัญชรา แล้วลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำวน

ในเวลาเย็นพระองค์เสด็จกลับมายังต้นโพธิ์ที่ประทับ หญ้าปูลาดที่ประทับ ณ ใต้ต้นโพธิ์ พระองค์ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า "แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุธรรมวิเศษแล้ว จะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด " พระองค์ก็ทรงสำรวมจิตให้สงบแน่วแน่ มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัยแน่วแน่เป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อนโยน เหมาะแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว

แต่สิ่งใดเล่าจะได้มาง่าย ๆ เพราะเพียงแต่คำอธิษฐานของพระพุทธองค์สิ้นสุดลงเท่านั้น พญามารก็ปรากฎตัวขึ้น พร้อมบริวารแสนคณานับ บรรดามารใหญ่น้อย ต่างพากันรุมล้อมพระองค์ตลอดทั่วทุกด้าน อันพญามารนั้นเล่า ทรงช้างนาม “คิรีเมขล์” เนรมิตรแขนนับพัน พร้อมศาสตรวุธอย่างพร้อมเพรียง ทุกตนตรงรี่เข้ามาที่พระพุทธองค์ เพื่อทำร้ายและป้องกันไม่ให้พระพุทธองค์ ประสบความสำเร็จในการบำเพ็ญเพียร ฝ่ายพระพุทธบรมโพธิสัตว์ เมื่อเห็นมารนับแสนกลุ้มรุมเข้ามาดังนั้น จึงได้รำลึกถึงบารมี ๑๐ ประการ อันได้แก่ ทานบารมี ที่ทรงปฏิบัติมาเมื่ออดีตชาติเป็นที่ตั้ง พญามารได้ระดมเรียกลมพายุ ฟ้าพลันมืดสนิท เกิดทั้งพายุไฟ พายุทราย และพายุโคลน ดุจปฐพีจะถล่มทลาย ถึงกับมีคำบรรยายไว้ว่า

อุกกาบาตประดังประดาตกลงมาไม่ขาดสาย ทิศานุทิศมืดคลุ้มไปด้วยหมอกควัน ผืนปฐพีสะเทือนเลื่อนลั่นปานประหนึ่งจะทรุดทลายลง มหาสมุทรมีคลื่นคลั่ง ปั่นป่วน แม่น้ำไหลสวนกระแสเป็นฟองฟาย ไม้ใหญ่ไพรระหงล้มระเนระนาด เหมือนถูกมือปีศาจถอนทิ้งทั้งรากทั้งต้น มหาวายุใหญ่ หมุนติ้ว พัดพาเอาป่าทั้งป่าล้มระเนเป็นแถบ ๆ ความมืดโรงตัวแผ่ปกคลุมไปทั่ว เหมือนมีม่านสีดำสนิท ปิดฟ้าเอาไว้ พญามารและพลพรรคมารนับแสนได้พยายามปิดทุกเส้นทาง เพื่อป้องกันไม่ให้พระพุทธองค์เสด็จหนีได้ พร้อมกันนั้น ยังพยายามยื้อยุดบัลลังก์ของพระองค์มาเป็นของตนอีกด้วย แต่กระนั้น พระพุทธองค์ก็หาได้พรั่นพรึงไม่ ทรงใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นคง พญามารส่งเสียงท้าทายฮึกเหิม

พญามาร “สิทธัตถะ ลุกขึ้นเถิด บัลลังก์นั่นเป็นของเรา เจ้าไม่สมควรได้นั่ง”

พระพุทธองค์ “พญามารเอ๋ย บัลลังก์นี้ หาควรเป็นของเจ้าไม่ เพราะเป็นบัลลังก์ที่เราได้มาจากการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ รวมทั้งการบริจาคมหาทานทั้ง ๕ บำเพ็ญหิตานุหิตประโยชน์เป็นเอนกประการ ส่วนเจ้า ได้ทำอย่างใดมาบ้างหรือ”

พญามาร “บารมีอะไรเราไม่สนใจ บัลลังก์นี้ ต้องเป็นของเราเท่านั้น”

เหล่าเสนามาร ต่างส่งเสียงให้กำลังใจแก่นายของตน เข้าตำรา นายว่า ขี้ข้าพลอย ไม่ผิดเลย

พญามาร “เช่นนั้น ท่านจงหาสักขีพยานมายืนยันเถิด”

พระพุทธองค์ ได้ชี้พระดัชนีขวาลงยังผืนมหาปฐพี แล้วทรงประกาศต่อหน้าพญามารว่า “เราได้บำเพ็ญหิตานุหิต ประโยชน์มานานัปการ อย่าว่าแต่ชาติอื่นเลย เพียงแต่เมื่อเราเป็นพระเวสสันดร ก็เหลือจะพรรณนาคุณานิสงค์แล้ว มหาป