รายงาย/นางในวรรณคดี

posted on 17 Sep 2010 00:53 by manora999

นางในวรรณคดี

 

 

 

 

 

เสนอ

อาจารย์อรนัช         สมสิทธิ์

 

 

 

จัดทำโดย

นางสาวกัญญารัตน์ ทองคำ         รหัส 5111113096

นางสาวจิราภรณ์ ทลิกรรณ์          รหัส 5111113097

นางสาวจิราพร เฉิดฉิ้ม                รหัส 5111113115

นายภูษิต บินสัน                        รหัส 5111113120

นางสาวรูซีตา มาจำ                    รหัส 5111113125

ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ห้อง 4

 

 

 

 

รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการนำเสนอสารภาษาไทยด้วยคอมพิวเตอร์

ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2553

มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

 

คำนำ 

 

                        รายงนฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการศึกษารายวิชาการนำเสนอสารภาษาไทยด้วยคอมพิวเตอร์  โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับนางในวรรณคดี มีขอบเขตการศึกษาในหัวข้อนางในวรรณคดีสมัยกรุงรัตนโกสินทร์และเปรียบเทียบประเภทนางในวรรณคดีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การศึกษา ค้นคว้า ข้อมูลในการทำโครงการ จากแหล่งความรู้ต่างๆ จากครูที่ปรึกษาโครงงานแล้วรวบรวมจัดพิมพ์เป็น รูปเล่มและรูปแบบรายงานที่ได้กำหนด ได้รับการสนับสนุน และความอนุเคราะห์จาก อาจารย์อรนัช          สมสิทธิ์ซึ่งได้ให้คำปรึกษา ให้ตัวอย่างในการศึกษาเกี่ยวกับรายงาน

                        ผู้จัดทำจึงขอขอบพระคุณ อาจารย์อรนัช    สมสิทธิ์เป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้ความเมตตาตลอดจนเป็นที่ปรึกษาในการทำงานอย่างต่อเนื่อง จนประสบผลสำเร็จ มา ณ โอกาสนี้ด้วย

 

 

จัดทำโดย

๓ ส.ค. ๕๓

 

 

สารบัญ 

 

เรื่อง                                                                                                        หน้า 

บทที่ ๑ นางในวรรณคดีสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 

วรรณคดีคือหนังสือประเภทอะไร

วิวัฒนาการวรรณคดีไทย

ประวัติวรรณคดีคืออะไร

การแบ่งสมัยของวรรณคดี

บ่อเกิดของวรรณคดีไทย

วรรณคดีมรดกของไทยสมัยรัตนโกสินทร์

บทที่ ๒ เปรียบเทียบประเภทนางในวรรณคดีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ประเภทนางเอกที่มีทั้งความสวยและมีคุณงามความดีเป็นที่กล่าวขวัญถึง

บทละครเรื่องรามเกียรติ์

เสน่ห์นางในวรรณคดี  : นางสีดา จากวรรณคดีไทย  เรื่อง  รามเกียรติ์  

บทบาท

            รูปโฉม

            ลักษณะนิสัย

สติปัญญา ความสามาร

ร่ายยาวเวสสันดรชาดก 2 กัณฑ์ กุมาร และมัทรี

            เสน่ห์นางในวรรณคดี ตอน  พระนางมัทรี จากวรรณคดีไทย เรื่อง พระเวสสันดรชาดก 

บทบาท

            รูปโฉม

            ลักษณะนิสัย

สติปัญญา ความสามาร

บทละครนอกเรื่องสังข์ทอง

            เสน่ห์นางในวรรณดคี : นางรจนา จากวรรณคดีไทย เรื่องสังข์ทอง

บทบาท

            รูปโฉม

            ลักษณะนิสัย

สติปัญญา ความสามาร

            เสน่ห์นางในวรรณคดี : นางมณีรัตนา-แก้วหน้าม้า จากวรรณคดีไทย เรื่องแก้วหน้าม้า

บทบาท

            รูปโฉม

            ลักษณะนิสัย

สติปัญญา ความสามาร

นางมโนราห์ จากวรรณคดีไทย เรื่องพระสุธน – มโนราห์

บทบาท

            รูปโฉม

            ลักษณะนิสัย

สติปัญญา ความสามาร

ประเภทรักลำบาก รักพลัดพราก จนถึงโศกนาฏกรรมรักที่ต้องสังเวยชีวิต

มัทนพาธา

เสน่ห์นางในวรรณคดี : นางมัทนา จากวรรณคดีไทย เรื่องมัทนะพาธา 

บทบาท

            รูปโฉม

            ลักษณะนิสัย

สติปัญญา ความสามารถ

เสน่ห์นางในวรรณดคี : นางโมรา จากวรรณคดีไทย เรื่องจันทโครพ

บทบาท

            รูปโฉม

            ลักษณะนิสัย

สติปัญญา ความสามารถ

ประเภทสวยเสน่หา คือ จากสวยต้องคงด้วยเสน่หา ถึงมีชายเข้าหาอยู่เสมอ

กากีคำกลอน

เสน่ห์นางในวรรณดคี : นางกากี   จากวรรณคดีไทย เรื่องกากี 

บทบาท

            รูปโฉม

            ลักษณะนิสัย

สติปัญญา ความสามารถ

            บรรณานุกรม

 

 

บทที่ ๑

นางในวรรณคดีสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 

 

วรรณคดีคือหนังสือประเภทอะไร

วรรณคดี       คือหนังสือประเภทหนึ่งที่มีลักษณะการเรียบเรียงถ้อยคำกะทัดรัดเกลี้ยงเกลา  เหมาะสม  มีรสไพเราะ  ทำให้เกิดความตรึงใจ  กระทบกระเทือนอารมณ์ผู้อ่านทั้งเป็นแบบฉบับที่อ้างอิงได้  (พระวรเวทย์พิสิฐ  ๒๔๙๘,  หน้า  ๘) ในความคิดเห็นของผู้เขียนมีเพิ่มเติมว่าควรเป็นงานเขียนที่มีอายุเก่าพอสมควร

 

วิวัฒนาการวรรณคดีไทย

วิวัฒนาการวรรณคดีไทย  คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงของวรรณคดีไทยจากสภาพแรกเริ่มไปสู่สภาพที่เจริญงอกงามขึ้น  ในด้านรูปลักษณ์ต่างๆ  เช่น  ด้านผู้แต่งด้านคำประพันธ์  ด้านวัตถุประสงค์  และด้านที่มาของเนื้อเรื่อง  วิธีจะเห็นวิวัฒนาการของวรรณคดีไทยนั้นจะต้องศึกษาประวัติความเป็นมาของวรรณคดีเป็นสมัยๆ  โดยเริ่มตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย  กรุงอยุธยา  กรุงธนบุรี  และกรุงรัตนโกสินทร์  เรียงตามลำดับกันไป

 

ประวัติวรรณคดีคืออะไร

ประวัติวรรณคดี  คือวิชาที่ว่าด้วยความเป็นมาของวรรณคดีที่สำคัญๆ ในแต่ละยุคแต่ละสมัยว่าวรรณคดีนั้นๆ ใครเป็นผู้แต่ง  แต่งด้วยคำประพันธ์ชนิดอะไร  มีวัตถุประสงค์ในการแต่งอย่างไร  และมีที่ของเนื้อเรื่องจากที่ไหนทั้งนี้เพื่อต้องการวิเคราะห์ว่ามีวิวัฒนาการ

 

การแบ่งสมัยของวรรณคดี

วรรณคดีไทยเริ่มมีขึ้นสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีของไทย  มาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  วรรณคดีมิได้เกิดขึ้นทุกรัชกาล  เพราะฉะนั้นสมัยของวรรณคดีอาจจะเรียกตามพระนามของมหากษัตริย์ที่มีวรรณคดีเกิดขึ้นก็ได้  แต่ในที่นี้จะแบ่งเป็นสมัยขอราชธานี  คือ

สมัยสุโขทัย  เริ่มตั้งแต่รัชกาลของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  จนถึงรัชกาลของพระมหาธรรมราชาลิไท  ประมาณปี พ.ศ. ๑๘๐๐ ถึง  พ.ศ.๑๙๒๐

สมัยกรุงศรีอยุธยา  เริ่มตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อู่ทอง) จนถึงรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  ประมาณปี พ.ศ.๑๘๙๓ - ๒๓๑๐

สมัยกรุงธนบุรี  เริ่มในรัชกาลของพระเจ้าตากสินมหาราช  จนถึงรัชกาลของพระเจ้าตากสินมหาราชรัชกาลเดียว ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๕ ถึง พ.ศ. ๒๓๑๐ ถึง พ.ศ. ๒๓๒๕

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์  เริ่มตั้งแต่รัชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  จนถึงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ตั้งแต่ พ .ศ. ๒๓๒๕ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๘ (แต่วรรณคดีเรื่องสามกรุง ของกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ แต่งจบในปี พ .ศ. ๒๔๘๗)

 

บ่อเกิดของวรรณคดีไทย

วรรณคดีไทยมีกำเนิดหลายสาเหตุ  อาจจะจำแนกออกได้เป็นประเภทๆตามสมัยที่เกิดได้ดังนี้

เกิดจากความประสงค์จะบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้อนุชนได้รู้เรื่องราวในอดีตของชาติของตน  ตัวอย่างของวรรณคดีประเภทนี้ได้แก่  ศิลาจารึกและพงศาวดารฉบับต่างๆ  เป็นต้น

เกิดจากความประสงค์จะอบรมสั่งสอนประชาชนในด้านความประพฤติ  และการปฏิบัติตน  เช่นการศึกษาหาความรู้  การคบเพื่อน  และอื่นๆ  ตัวอย่างของวรรณคดีประเภทนี้ได้แก่  สุภาษิตพระร่วง  และวรรณคดีคำสอนเรื่องอื่นๆ

เกิดจากความประสงค์จะสอนศาสนาแก่ประชาชน  มีแนวการสอนต่างๆ  เช่น  เล่าเรื่องนรกและสวรรค์  ในไตรภูมิพระร่วง  เล่านิทานชาดกทั้งนิบาตชาดก  เช่น   เรื่องพระเวสสันดร  และนิทานปัญญาสชาดก  เช่นเรื่องสมุทรโฆษชาดก  และเล่าถึงเรื่องพระพุทธประวัติ  เช่นเรื่องพระปฐมโพธิกถา  ตลอดจนการเล่าถึงสถานที่สำคัญๆ  เกี่ยวกับพระพุทธองค์  เช่น  สถานที่ที่แทนการเสด็จปรินิพพาน  คือพระแท่นคงรัง  หรือสถานที่แทนพระพุทธองค์อีกแห่งหนึ่ง  คือพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี  มีวรรณคดีเกิดขึ้นหลายเรื่อง เช่น  นิราศพระบาท  และนิราศวัดรวก  เป็นต้น

เกิดจากความประสงค์จะชมการแสดงมหรสพต่างๆ เริ่มตั้งแต่ละคร  โขนหนัง  หุ่น  และเสภา  ตัวอย่างวรรณคดีประเภทนี้คือ  ละครเรื่องอิเหนา   โขนเรื่องรามเกียรติ์  หนังเรื่องสมุทรโฆษ  หุ่นเรื่องพระอภัยมณี  และเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน  เป็นต้น

เกิดจากความประสงค์จะสรรเสริญวีรกรรมของวีรกษัตริย์   ตัวอย่างของวรรณคดีประเภทนี้ได้แก่  ยวนพ่ายโคลงดั้น  และลิลิตตะเลงพ่าย  เป็นต้น

เกิดจากความประสงค์จะสอนหนังสือไทย  ทำให้เกิดตำราเรียนภาษาไทยขึ้นเริ่มตั้งแต่  จินดามณีอีกหลายฉบับ  และยังมีตำราเรียนต่างๆอีกหลายเล่ม

เกิดจากความรัก  วรรณคดีประเภทนี้มีทั้งจดหมายรักและนิราศต่างๆ เช่น เพลงยาวเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร  เป็นต้น

 

วรรณคดีมรดกของไทยสมัยรัตนโกสินทร์

สมัยรัตนโกสินทร์   (พ.ศ. ๒๓๒๕ - ปัจจุบัน)

ตั้งแต่การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๔๒) เป็นเวลา ๒๑๗ ปี กวีไทยได้สร้างสรรค์วรรณคดีที่สมควรรักษาเป็นมรดกไทยไว้จำนวนมาก ในที่นี้จะหยิบยกเฉพาะที่สำคัญๆ   มากล่าวไว้ คือ บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ บทละครเรื่องอิเหนาพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ลิลิตตะเลงพ่าย สามก๊ก พระราชพิธีสิบสองเดือน และนิทานคำกลอน เรื่องพระอภัยมณี

 

บทที่ ๒

เปรียบเทียบประเภทนางในวรรณคดีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ในการศึกษาเปรียบเทียบนางในวรรณคดีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จะแบ่งประเภทดังนี้

๑.ประเภทนางเอกที่มีทั้งความสวยและมีคุณงามความดีเป็นที่กล่าวขวัญถึง

๒.ประเภทรักลำบาก รักพลัดพราก จนถึงโศกนาฏกรรมรักที่ต้องสังเวยชีวิต

๓.ประเภทสวยเสน่หา คือ จากสวยต้องคงด้วยเสน่หา ถึงมีชายเข้าหาอยู่เสมอ

.ประเภทนางเอกที่มีทั้งความสวยและมีคุณงามความดีเป็นที่กล่าวขวัญถึง คือ นางสีดา นางมีทรี นางรจนา นางแก้วหน้าม้า

บทละครเรื่องรามเกียรติ์

ผู้แต่ง                            พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑

คำประพันธ์                    ร้อยกรองประเภทกลอนบทละคร

วัตถุประสงค์                  เพื่อรวบรวมเรื่องรามเกียรติ์และเพื่อเฉลิมพระนคร

ที่มาของเนื้อเรื่อง             จากมหากาพย์เรื่องรามายณะ  และพระราม  รวมทั้งเรื่องอื่นๆ เช่น  หนุมานฏกะ

บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑

            เป็นบทละครที่มีเนื้อหาสมบูรณ์ครบถ้วนประกอบด้วยเรื่องน่ารู้ และเรื่องแทรกที่สนุกสนานทั้งยังนำมาปรับปรุงเป็นบทสำหรับการเล่นละครได้อย่างดี ละครไทยแท้ๆ แต่เดิมมักจะเป็นละครรำที่มีท่ารำบอกถึงเรื่องราวตามบทร้อง ดังนั้น ท่า รำและบทร้องจึงมีความหมายสอดคล้องต้องกันทั้งยังเข้ากับทำนองเพลงต่างๆที่ให้ไว้ด้วย เช่น เพลงช้า กราวนอก เสมอ โอด เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๒๓๕๒) ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นเพื่อใช้ในพิธีสมโภชพระนครใหม่  คือ กรุงรัตนโกสินทร์ ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๒๘ - ๒๓๒๙ เนื้อเรื่องประกอบด้วยเรื่องราวน่ารู้ต่างๆ เริ่มด้วยหิรัญยักษ์ม้วนแผ่นดิน และกำเนิดตัวละครสำคัญๆทั้งฝ่ายยักษ์ ลิง และมนุษย์ แล้วจึงดำเนินเรื่องการสู้รบระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์ซึ่งต้องสู้รบกันหลายครั้งกว่าจะได้ชัยชนะเด็ดขาด   ประกอบด้วยเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นและเรื่องแทรกที่สนุกสนานบันเทิง เสริมด้วยอารมณ์ขัน ทำให้เรื่องราวมีสีสันเหมาะสมกับการแสดงละคร ทั้งยังให้คติธรรมที่ว่า ธรรมย่อมชนะอธรรม และยกย่องความซื่อสัตย์ ความกตัญญู บทละครเรื่องนี้ได้รับความนิยมจากคนไทยทุกยุคทุกสมัย

ตัวอย่าง จากบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนกุมภกรรณลับหอกโมกขศักดิ์ บอกชื่อเพลงโอด ดังนี้

คำฯ โอด

เมื่อนั้น                              ทศเศียรสุริยวงศ์รังสรรค์

เห็นน้องท้าวเจ็บปวดจาบัลย์             กุมภัณฑ์ตระหนกตกใจ

จึ่งมีพระราชบัญชา                         เจ้าผู้ฤทธาแผ่นดินไหว

ออกไปรณรงค์ด้วยพวกภัย                เหตุใดจึ่งเป็นดั่งนี้ฯ

บทละคร

ใช้เป็นบทประกอบการแสดงละคร ประกอบด้วยบทสนทนาที่ดำเนินไปตามท้องเรื่องและรูปแบบของการแสดงไทยมีละครหลายชนิดทั้งละครร้อง ละครรำ ละครใน ละครนอก โขน  หนังตะลุง ลิเก ก่อนสมัยรัชกาลที่ ๕ ยังไม่มีละครพูด ดังนั้น จึงยังไม่แบ่งเนื้อเรื่องเป็นฉากไม่มีการกล่าวถึงฉากและการจัดฉากให้เห็นจริงเดิมละครไทยจะแสดงเฉพาะบางตอนเท่านั้น ไม่ได้แสดงตลอดทั้งเรื่อง เช่น เรื่องรามเกียรติ์ตอนสีดาหาย ตอนหนุมานจองถนน เรื่องอิเหนาตอนศึกกะหมังกุหนิง ตอนอิเหนาเผาเมือง ตอนอิเหนาตามบุษบา เป็นต้น จนกระทั่งไทยได้แบบอย่างจากตะวันตก จึงมีการปรับปรุงละครไทยขึ้นใหม่หลายรูปแบบ และเรียกชื่อต่างๆกัน เช่น ละครพันทาง ละครดึกดำบรรพ์   ละครร้องล้วนๆ ละครสังคีต ละครพูด

นอกจากบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ฉบับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ แล้ว ยังมีบทละครที่เป็นวรรณคดีมรดกที่มีคุณค่าอีกมาก เช่น  บทละครเรื่องอิเหนา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

เสน่ห์นางในวรรณคดี  : นางสีดา จากวรรณคดีไทย  เรื่อง  รามเกียรติ์  

ในสมัยปัจจุบัน  ผู้หญิงมีบทบาทเท่าเทียมกับผู้ชายเกือบทุกวงการ  ไม่มีอาชีพใดที่ชายทำแล้วหญิงทำไม่ได้  เรื่องการปกครองตนเองนั้น ผู้หญิงในสมัยนี้มีเปอร์เซ็นต์ของการเป็นโสดมากกว่าเดิม  อาจเป็นเพราะมีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น  แต่ผู้หญิงในวรรณคดีนั้นจะไม่มีบทบาทมากนักหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งบทบาทนั้นไม่เด่นเกินบทบาทของชายไปได้เลย  ทั้งนี้อาจเป็นความเชื่อที่ฝังรากมาจากสมัยโบราณได้ว่า  ผู้หญิงไม่สามารถจะอยู่ตามลำพังโดยไม่มีคนดูแลคุ้มครองได้เลย

๑. บทบาท 

๑.๑ บทบาทในการดำเนินเรื่อง

ในบรรดาตัวละครหญิงในเรื่อง  รามเกียรติ์  เป็นที่ยอมรับว่า  สีดา  เป็นตัวละครหญิงที่มีชื่อเสียงมากที่สุด  และเป็นตัวละครหญิงที่ได้รับการอ้างอิงว่านางเป็นแบบอย่างของผู้หญิงที่มีความรัก ซื่อสัตย์ต่อสามีเป็นเลิศ นางเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในเรื่องรามเกียรติ์ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่จะโยงไปสู่การทำสงครามระหว่างฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรม  ในการดำเนินเรื่อง สีดามีบทบาทน้อยมาก  เพราะเนื้อเรื่องส่วนใหญ่เป็นการรบมากกว่า  แต่ด้วยบทบาทที่ปรากฏทำให้สีดา เป็นตัวละครอุดมคติที่เป็นแบบของความดีงาม  ซึ่งเป็นแบบอย่างของตัวละครที่มีทั้ง  ความดี และ  ความงาม

๑.๒ ชะตาชีวิต     

นางสีดา เป็นตัวละครเอกในเรื่องรามเกียรติ์ เรื่องของนางเริ่มขึ้นเมื่อพระนารายณ์ได้อวตารลงไปเกิดเป็นพระราม นางสีดา คือ พระลักษมี  พระชายาแห่งพระนารายณ์จึงทรงอวตารลงไปเกิดเป็นคู่ครองพระรามตามบัญชาของพระอิศวร นางสีดาถือกำเนิดเป็นพระธิดาของทศกัณฐ์กับนางมณโฑ เพื่อเป็นชนวนของการทำศึกสงคราม  ดังคำบัญชาว่า

องค์พระลักษมีบังอร    ไปเกิดในนครลงกา

ชื่อว่าสีดานงลักษณ์               เป็นบุตรทศพัตร์ยักษา

เหตุที่พระอิศวรให้พระลักษมีไปเกิดเป็นนางสีดาในนครลงกาซึ่งเป็นเมืองศัตรูของพระรามนั้น  เพราะมีพระประสงค์จะให้เป็นไส้ศึก  ดังกลอนว่า

จะเกิดสีดาทรามวัย           เป็นไส้เพลิงผลาญอสุรา

ส่วนการกำเนิดของนางสีดามมีลักษณะพิเศษ  คือ  พระอิศวรมีพระประสงค์ให้พระลักษมีอวตารไปช่วยพระนารายณ์ปราบยักษ์  โดยกำหนดให้เป็นพระธิดาของทศกัณฐ์กับนางมณโฑ  โดยให้นางมณโฑได้กลิ่นข้าวทิพย์  ซึ่งท้าวทศรถได้ทำพิธีกลากิจบวงสรวงขอบุตร  เมื่อพิธีเสร็จสิ้น  ท้าวทศรถจึงแบ่งข้าวทิพย์ให้แก่มเหสีทั้งสามของพระองค์  แต่เหลือข้าวก้อนสุดท้ายอยู่ ข้าวทิพย์เหล่านี้มีกลิ่นหอมหวลมากจนฟุ้งไกลไปถึงกรุงลงกา นางมณโฑได้กลิ่นเข้าก็ร่ำร้องอยากกินให้ได้  มิฉะนั้นตนจะต้องขาดใจตายเป็นแน่  ทศกัณฐ์จึงมีบัญชาให้นางกากนาสูรสมุนของตนไปโฉบเอาก้อนข้าวทิพย์มาถวายแก่ทศกัณฐ์  เมื่อนางมณโฑเสวยข้าวทิพย์แล้วนางก็ทรงครรภ์  นางตั้งครรภ์ได้  10  เดือนก็ประสูติพระธิดาเป็นมนุษย์ที่มีรูปร่างผิวพรรณงดงามผิดลักษณะธิดายักษ์  เมื่อกำเนิดร้องว่าผลาญราพย์ถึงสามครั้งเหล่ายักษ์ได้ยินทุกตนยกเว้นนางมณโฑกับทศกัณฐ์  ดังกลอนว่า

เมื่อนั้น                                       นวลนางมณโฑมารศรี

ครั้นได้ศุภฤกษ์ยามดี                                เทวีประสูติพระลูกรัก

เป็นบุตรีศรีศุภลักษณ์เลิศ                           งามประเสริฐดั่งนางในไตรจักร

ผิวพรรณนวลละอองผ่องพักตร์                    ผิดสุริย์วงศ์ยักษ์ในลงกา

นางนั้นร้องขึ้นว่าผลาญราพณ์                      สามคาบปรากฏถ้วนหน้า

แต่องค์บิตุเรศมารดา                                ไม่ได้ยินวาจานางนงลักษณ์

จากนั้นพิเภกและปุโรหิตได้ทำนายว่านางเป็นตัวกาลกิณีแก่พระบิดา  บ้านเมือง  และทำให้วงศ์ยักษ์ต้องพินาศ  ทศกัณฐ์จึงนำนางสีดาใส่ผอบลอยน้ำที่ฝั่งทะเลวัลวาน   ขณะที่ทิ้งไปกลางสายน้ำนั้นเกิดเหตุอัศจรรย์มีดอกบัวใหญ่ผุดขึ้นมารับไว้  เหล่าเทวดาที่ดูแลมหาสมุทรจึงช่วยกันดูแลพระธิดา   ท้าวชนกเจ้าเมืองมิถิลานครขณะบวชเป็นพระฤาษีมาพบผอบจึงนำมาดูแล  นางสีดามีชีวิตอยู่ได้จากน้ำนมที่ไหลจากนิ้วชี้พระฤาษี              พระชนกฤาษีต้องบำเพ็ญบารมี  จึงต้องนำผอบไปฝังดินโคนต้นไทร  โดยให้เทวดาและพระแม่ธรณีเลี้ยงไว้  ดังกลอนว่า

เมื่อนั้น                              พระมหาดาบสพรตกล้า

ครั้นหลุมสำเร็จดั่งจินดา                            จึ่งตั้งสัตยาวาที

แม้นนางจะได้ร่วมเศวตฉัตร                       กับองค์จักรพรรดิเฉลิมศรี

จรรโลงโลกาประชาชี                                ธาตรีเป็นสุขถาวร

จงบันดาลดวงทิพย์ปทุมมาศ                       อันโอภาสด้วยกลิ่นเกสร

ผุดขึ้นมาในดินดอน                                 รับผอบบังอรด้วยบุญญา

เดชะความสัตย์พระมุนี                             ทั้งบุญพระลักษมีเสน่หา

ก็เกิดเป็นบัวทองโสภา                               ขึ้นมากลางหลุมดั่งใจ

เบิกบานเกสรขจรรส                                          พระดาบสหยิบเอาผอบใส่

แล้วสั่งศิษย์ผู้ร่วมฤทัย                               จงกลบเกลี่ยดินให้เสมอดี

เวลาผ่านไป  16  ปี  พระฤๅษีชนกเกิดเบื่อหน่ายการบำเพ็ญภาวนาใคร่จะกลับไปกรุงมิถิลาดังเดิมจึงสั่งให้นายโสมผู้เป็นศิษย์ขุดหาพระธิดาที่ฝังไว้โคนต้นไทรแต่ไม่พบ  ในที่สุดพระฤๅษีชนกใช้คันไถไถดินด้วยตนเองและพบผอบพระธิดาซึ่งเติบโตเป็นสาวอายุ  16 ปี  มีความงดงามยิ่งนัก  พระฤๅษีชนกจึงให้นามว่า  สีดา  ซึ่งแปลว่า  ผู้เกิดจากรอยไถ  ดังกลอนว่า

ซึ่งพบดวงทิพย์ปทุมมาลย์                 โอภาสกลับก้านสดใส

ส่งกลิ่นหอมรื่นชื่นใจ                                อำไพบานแย้มขจายจร

เห็นทั้งผอบสุวรรณรัตน์                             จำรัสในห้องเกสร

ดั่งมณฑาทิพย์อรชร                                 จับแสงทินกรพรายพรรณ

เปิดขึ้นเห็นโฉมพระธิดา                            งามยิ่งนางฟ้าในสวรรค์

นรลักษณ์พักตราวิลาวัณย์                          รับขวัญแล้วอุ้มนางเทวี

จากผอบสุวรรณบรรจง                             รูปทรงเท่านางในราศี

แรกปฏิสนธิเป็นนารี                                 สิบหกปีจำเริญนัยนา

 

เมื่อนางสีดาเจริญวัยถึงวัยอันควร  ท้าวชนกพระบิดาได้จัดพิธีสยุมพรนางสีดา  ได้ประกาศหาผู้ที่สามารถยกธนูโมลีหนักพันแรงคนยกได้  ถ้าผู้ใดทำได้จะยกนางสีดาให้อภิเษก  พระฤๅษีวสิษฐ์และพระสวามิตร  พระอาจารย์ของพระรามและพระลักษมณ์ ได้พาสองกษัตริย์ไปยกศร  พระรามยกธนูโมลีนั้นดูแต่ทันใดนั้นเอง  พระรามได้สบตากับนางสีดาที่อยู่อีกฝั่งเกิดความพิศวาสยิ่งนัก  ด้วยบุพเพสันนิวาสทำให้ทั้งสองมีใจรักใคร่ภักดีต่อกันทันที  ธนูโมลีนั้นมีพระรามและพระลักษมณ์ที่สามารถยกได้  แต่พระลักษมณ์ทราบดีว่าพระรามและนางสีดามีใจต่อกันจึงแสร้งทำเป็นยกธนูไม่ขึ้น  ในที่สุดพระรามและนางสีดาได้อภิเษกกันอย่างถูกต้องตามประเพณี  และนางสีดาได้ตามพระรามมาอยู่ที่อโยธยา

นางสีดาก็คงเหมือนกับสตรีทั่วไปที่ได้อบรมเลี้ยงดูปลูกฝังจากผู้ใหญ่ให้จงรักภักดีต่อสามีจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ดังที่ท้าวชนกให้โอวาทแก่นางก่อนที่นางจะจากพระองค์ไปอยู่กับพระรามว่า  

มารศรีจงฟังพ่อสั่งสอน

เจ้าจะจากอกพระบิดร                              ไปอยู่นครอยุธยา

เป็นข้าช่วงใช้บำเรอบาท                            พระภัสดาธิราชนาถา

สงวนกายฝากกายฝากชีวี                              ภักดีไปกว่าจะม้วยมิด

เมื่อกลับอโยธยา  พระรามต้องพบกับข่าวร้าย ด้วยเล่ห์เหลี่ยมนางกุจจีข้ารับใช้ของพระนางไกยเกษี  ซึ่งเกลียดชังพระรามมาแต่เด็ก  นางกจจีหลอกล่อให้นางไกยเกษีขอท้าวทศรถให้พระพรต  โอรสของนางขึ้นครองบัลลังก์ก่อน  ซึ่งท้าวทศรถเสียใจมาก  แต่พระองค์เคยได้รับการช่วยเหลือจากนางไกยเกษี  พระองค์จึงจำยอมทำตาม เมื่อพระรามเนรเทศตนเองออกเดินป่าเป็นเวลา  14  ปี  นางสีดาและพระลักษมณ์ขอติดตามไปผจญความทุกข์ยากในป่าด้วย

พระรามและนางสีดาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขแม้ไม่มีทรัพย์สมบัติมากมาย   จนกระทั่งวันหนึ่งนางสะมะนักขายักขิณี  น้องสาวของทศกัณฐ์มาเห็นรูปโฉมของพระรามก็หลงรัก  เกี้ยวพาขอพระองค์เป็นสวามี  แต่พระรามปฏิเสธเพราะมีนางสีดาอยู่แล้ว  นางสำมะนักขาโกรธจึงด่าทอทุบตีนางสีดา  พระลักษมณ์โมโหจับนางสำมะนักขาตัดหูตัดจมูกแล้วปล่อยไป  นางสำมะนักขาแค้นเคืองไปฟ้องพี่ชายของตนพร้อมกับพรรณาความงามของนางสีดาให้ฟัง  ทำให้ทศกัณฐ์อยากได้ตัวนางสีดา

ขณะที่เดินป่า  นางสีดาถูกทศกัณฐ์ลักพาตัวไปปไว้ในกรุงลงกา  นางถูกคุมขังอยู่ในกรุงลงกา  นางสีดาไม่ได้สนใจใยดีในการปรนนิบัติของทศกัณฐ์แม้แต่น้อย  นางสีดามีความรักมั่นคงต่อพระรามจึงไม่ยอมเป็นชายาของทศกัณฐ์  ทำให้เกิดสงครามระหว่างมนุษย์และยักษ์ขึ้น

เสร็จสิ้นสงคราม  ทศกัณฐ์ตายแล้ว  พระรามอยากเชิญนางสีดากลับอโยธยาด้วยกันแต่พระองค์ไม่อยากให้ผู้ใดมานินทาว่าร้ายนางสีดาที่ไปอยู่ในแดนศัตรู  นางสีดาจึงขอพิสูจน์ตนเองว่า  ขะขอลุยไฟพิสูจน์ความบริสุทธิ์  ถ้าตนคิดนอกใจสามี  ขอให้ไฟไหม้นางจนตาย  แต่ถ้านางมีรักมั่นคงต่อสามี  ไฟจะไม่อาจทำอันตรายนางได้    ไฟกาฬเหล่านั้นพ่ายแพ้ต่อแรงอธิษฐานของนางสีดา  นางไกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข  จนกระทั่งนางสีดามีครรภ์  นางอดุลยักษีเคียดแค้นนางสีดาแปลงมาเป็นนางกำนัลพร้อมให้นางสีดาวาดรูปทศกัณฐ์  พอวาดเสร็จนางอดุลเข้าไปสิงในรูปทำให้ลบไม่ออก  พระรามมาเห็นเข้าก็พิโรธมากว่านางสีดายังรักภักดีต่อทศกัณฐ์  จึงสั่งพระลักษมณ์ให้ประหารนางสีดา  พระลักษมณ์ไม่ทำ  ซ้ำยังปล่อยนางหนีไป  แล้วควักหัวใจกวางนำไปถวายพระราม

นางสีดาไปอาศัยอยู่กับพระฤาษีวัชมฤคจนกระทั่งประสูติพระโอรส  พระนามว่า  พระมงกุฏ  ต่อมาพระฤาษีได้ชุบกุมารมาเป็นเพื่อนเล่นพระมงกุฏนามว่า  พระลบ  ทั้งสองกุมารเก่งกล้ามากจนสะเทือนไปถึงอโยธยา  จนเกิดการต่อสู้กันระหว่างพ่อลูก  แต่ไม่รู้ผลแพ้ชนะ   พระรามเกิดเอะใจจึงถามพระมงกุฏว่าเป็นลูกใคร  ในที่สุดจึงรู้ความจริงว่า  ผู้ที่สู้กันอยู่นี้  คือพระโอรสองค์เดียวที่เกิดแต่นางสีดานั่นเอง

พระรามง้องอนขอคืนดีกับนางสีดา  แต่นางสีดาเข็ดขยาดในความฉุนเฉียวของพระราม  นางจึงแทรกตัวลงไปในเมืองบาดาลหนีพระราม  พระรามจึงต้องออกผจญภัยอีกครั้งหนึ่งเป็นเวลา 1 ปี  จนท้ายสุดพระอิศวรได้รับนางสีดาขึ้นมาและปรับความเข้าใจ  จนในที่สุดพระรามและนางสีดา  ก็ได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดมา

จะเห็นได้ว่านางสีดานั้นมีบทบาทอยู่ตรงที่มีความซื่อสัตย์  จงรักภักดีต่อสามีอย่างน่าสรรเสริญยิ่งและผลตอบแทนของความซื่อสัตย์นั้น  ทำให้นางสีดามีชีวิตที่มีแต่ความสงบสุข ในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูกและสามี  ซึ่งจะเห็นได้จากการที่นางสีดาเป็นคนดี  ซื่อสัตย์   จงรักภักดีต่อสามี  จึงทำให้พระรามเป็นคนรักเดียวใจเดียว  ซื่อตรงไม่นอกใจนางสีดาเช่นกัน

๒. รูปโฉม  

นางสีดาเป็นสตรีที่มีความงามยิ่งกว่านางฟ้าในสวรรค์   ผู้ใดพบเห็นต่างก็พากันตะลึงในความงามของนาง  และยังเป็นตัวละครหญิงที่ได้รับความยกย่องว่างดงามที่สุด ซึ่งในเรื่องรามเกียรติ์นั้นได้กล่าวถึงความงามของนางสีดาไว้หลายแห่ง  เช่น ในตอนประสูติ  จะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่านางสีดาเป็นธิดาของ   ทศกัณฐ์กับนางมณโฑมีรูปลักษณ์งดงามผิดจากวงศ์ตระกูลที่เป็นยักษ์  และในตอนที่พระรามเดินทางมาเมืองมิถิลาเพื่อร่วมพิธียกศร  ซึ่งท้าวชนกโปรดให้จัดขึ้น  เพื่อหาคู่ให้นางสีดา  ครั้นพระรามเห็นนางสีดาถึงกับตะลึงในความงามของนางก็เกิดความรักขึ้นทันที แม้แต่ในตอนที่นางสำมะนักขาเห็นนาง  ได้ชมว่านางสีดางามมากจนแม้แต่ผู้หญิงด้วยกันยังตะลึงหลงในความงามของนางและได้ไปยุยงให้ทศกัณฐ์เกิดความเสน่หาในตัวนางสีดา  เมื่อเปรียบเทียบนางสีดากับนางมณโฑ  นางสำมะนักขาได้พรรณนาความงามของนางให้ทศกัณฐ์ฟัง  ดังคำประพันธ์ว่า

ทูลว่าอันหญิงทั้งแดนไตร                 ถึงจะงามก็ไม่พร้อมเพรา

ซึ่งจะเอาพี่นางมณโฑเปรียบ                       เทียมเทียบไกลกันสักพันเท่า

เปรียบขนงแพ้ขนงนงเยาว์                          เปรียบทรงศอเล่าก็ไกลกัน

เปรียบปรางสีดาก็น่าชม                             เปรียบเนตรเนตรคมคมสัน

เปรียบพักตร์ผืองแผ้วดั่งดวงจันทร์                เปรียบถันดั่งปทุมละอองนวล

เปรียบนาสานางงามแฉล้ม                         เปรียบโอษฐ์เห็นแย้มเป็นที่สรวล

เปรียบทรงแพ้ทรงโดยกระบวน                    เปรียบนวลแพ้นวลนางสีดา

เปรียบทั้งมารยาทก็แพ้ด้วย                        ทรวดสวยเป็นที่เสน่หา

เลิศลักษณ์ทรงเบญจกัลยา                          ทั้งโลกาจะเปรียบก็ไม่มี

จากคำประพันธ์จะเห็นได้ว่า  นางสำมะนักขาได้กล่าวชมความงามของนางสีดาว่าสวยงามมากจนไม่มีใครเปรียบ  ทุกสัดส่วนในตัวของนางสีดาช่างสวยงามหาใครเปรียบไม่ได้เลย  แม้กระทั่งเปรียบกับนางมณโฑก็ยังสู้นางสีดาไม่ได้เพราะนางสีดางามกว่านางใดในโลกไม่มีหญิงใดสวยเกินนางได้เลย

เมื่อทศกัณฐ์ได้ฟังดังนั้นยิ่งเกิดความพิศวาสในตัวนางสีดามากขึ้น  จึงได้เปรียบนางสีดากับพระอุมา  พระลักษมี  พระสุรัสวดี ว่าใครจะงามกว่ากันและนางสำมะนักขาได้ตอบว่า

จะเปรียบพระลักษมีศรีสวัสดิ์             พระสุรัสวดีเสน่หา

ทั้งโฉมสมเด็จพระอุมา                              น้องเห็นว่าดีกว่าทั้งสามองค์

จะจัดงามทั้งสามประมวลเข้า                      ไม่เทียมเท่าสีดานวลหง

แม้นใครได้เห็นนางโฉมยง                          จะงวยงงหลงลืมสมประดี

จะเห็นได้ว่าถึงแม้นำพระชายาพระอิศวรและพระอินทร์มาเปรียบเทียบความงามกับนางสีดา ไม่มีหญิงคนใดจะงดงามเท่ากับนางสีดาเลย  แม้แต่ท้าวมาลีวราช  เมื่อได้เห็นนางสีดาก็ยังชื่นชมในความงามของนางและท้าวมาลีวราชนี้ยังเป็นเทพเจ้าผู้ที่ละซึ่งกิเลสแล้วก็ยังจะเคลิบเคลิ้มหลงใหลในความงามของนางไปด้วย ดังคำประพันธ์ที่ว่า

เห็นนางสีดาวิลาวัณย์                      งามดั่งดวงจันทร์ไม่ราคี

มาตรแม้นถึงองค์พระอุมา                          นางสุชาดาโฉมศรี

นางสุจิตราเทวี                                        สุนันทานารีอรไท

ทั้งสุธรรมานงคราญ                                 จะเปรียบงามเยาวมาลย์ก็ไม่ได้

ทั่วสวรรค์ชั้นฟ้าสุลาลัย                              ไกลกันกับโฉมนางสีดา

จะเห็นได้ว่าความงามของนางสีดา  ทำให้ท้าวมาลีวราชทรงมีพระทัยไหวหวั่นไปด้วยเสน่ห์แห่งความงามของนาง  แต่พระองค์มีอุเบกขาจึงตัดกิเลสเสียได้   ส่วนทศกัณฐ์นั้นเมื่อได้เห็นนางสีดากับตาตัวเองถึงกับกล่าวชมโฉมของนางสีดา ดังคำประพันธ์ที่ว่า

พิศพักตร์ผ่องพักตร์ดั่งจันทร            พิศขนงก่งงอนดั่งคันศร

พิศเนตรดั่งเนตรมฤคินทร์                          พิศทนต์ดังนิลอันเรียงราย

พิศโอษฐ์ดั่งหนึ่งจะแย้มสรวล                      พิศนวลดั่งสีมณีฉาย

พิศปรางดั่งปรางทองพราย                         พิศกรรณคล้ายกลีบบุษบง

พิศจุไรดังหนึ่งแกล้งวาด                            พิศศอวิลาศดั่งคอหงส์

พิศกรดั่งงวงคชาพงศ์                                พิศทรงดั่งเทพกินรา

พิศถันดั่งปทุมเกสร                                  พิศเอวเอวอ่อนดั่งเลขา

พิศผิวผิวผ่องดั่งทองทา                              พิศจริตกิริยาก็จับใจ

จากคำประพันธ์ข้างต้นจะเห็นได้ว่า  ทศกัณฐ์ได้ชมความงามของนางสีดาทุกสัดส่วนตั้งแต่หัวจรดเท้า  ซึ่งทำให้ทราบว่าความงามของนางสีดานั้นหาหญิงคนใดเทียบเทียมไม่มีเลย เพราะจากคำประพันธ์นั้นทำให้เห็นถึงภาพความงาม  รูปโฉมของนางสีดาอย่างเด่นชัด  และจากความงามของตัวละครหญิงในวรรณคดีไทยในทุกเรื่องนั้นมีส่วนสำคัญต่อโครงเรื่องทั้งสิ้น  เพราะจะเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้น   อย่างในเรื่องรามเกียรติ์       ความงามของนางสีดาก็เช่นกันที่ทำให้เกิดเรื่องราววุ่นวายขึ้นเมื่อทศกัณฐ์จับตัวนางสีดาไปเพื่อให้เป็นมเหสีเนื่องจากความงามเป็นเลิศของนางจึงเกิดการรบกันระหว่างฝ่ายพระรามและทศกัณฐ์  เพื่อชิงนางสีดา  นางสีดาจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศของพระราม  ซึ่งพระองค์จะต้องทำสงครามเพื่อกู้เกียรติยศตามขัตติยะราชประเพณี  จึงเป็นสาเหตุให้เกิดเรื่องรามเกียรติ์ขึ้น

๓. ลักษณะนิสัย

นางสีดาเป็นผู้ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อสามีเป็นเลิศ  และแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ของภรรยาต่อสามี  นางสีดามีความซื่อสัตย์ต่อพระรามมาก  เริ่มตั้งแต่การขอติดตามพระราม  ซึ่งต้องออกจากบ้านเมืองที่สุขสบายไปอยู่ในป่า  ดำเนินชีวิตอย่างเร่ร่อนตกระกำลำบาก  ทั้งนี้เพื่อปฏิบัติหน้าที่อันดียิ่งของภรรยาที่พึงมีต่อสามี   ดังคำประพันธ์ที่ว่า

ถึงยากลำบากในไพรวัน                   จะสู้ดั้นโดยเสด็จพระทรงฤทธิ์

ขุกไข้จะได้ปรนนิบัติ                                 ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

แม้นตายไม่เสียดายชีวิต                            ให้ทศทิศประจักษ์ว่าภักดี

จะเห็นได้ว่า  นางสีดามีความจงรักภักดีต่อพระราม  และเป็นแบบอย่างของหญิงในอุดมคติเสมอ  คือ  รักษาความซื่อสัตย์  รักเดียวใจเดียว  ในตอนที่พระรามถูกเนรเทศออกจากเมือง  นางก็ตัดสินใจขอติดตามพระรามไปด้วย   แสดงให้เห็นว่านางสีดาเป็นหญิงที่อยู่ในกรอบของจารีตทางสังคมที่ถือว่า  หญิงไม่อาจครองตัวอยู่ในสังคมได้ตามลำพัง  หญิงที่แต่งงานแล้วต้องเคียงข้าง ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสามีจนกว่าจะตายจากกันเพราะการถูกสามีทอดทิ้งหรือเป็นหม้าย  ซึ่งเป็นสถานะเลวร้ายที่ผู้หญิงไม่พึงประสงค์  นางสีดาเป็นหญิงที่เต็มไปด้วยความดีความซื่อสัตย์  เห็นได้จากการที่นางอ้อนวอนขอตามพระรามไปเดินป่าด้วยมีเหตุผลที่ว่า

อันหญิงซึ่งไร้ภัสดา                         ถึงจะมียศถาศักดิ์ศรี

ก็ไม่งามแก่ตาในชาตรี                               เหมือนมณีไร้เรือนสุวรรณ

......................................                           ........................................

แม้นไม่เมตตาข้าบาท                                จงพิฆาตฟาดฟันเสียก่อน

จึงค่อยเสด็จบทจร                                   ไปจากนครวังจันทน์

น้องจึงจะสิ้นความโศก                              ที่วิโยคจากจอมไอศวรรย์

ซึ่งจะทิ้งข้าไว้ผู้เดียวนั้น                             จะรู้ที่ผันพักตร์ไปพึ่งใคร

ครั้นเมื่อถูกทศกัณฐ์ลักพาตัวไป   ถูกเกี้ยวพาราสีและถูกหลอกล่อด้วยเพทุบายต่างๆ  นางสีดาก็ยังมีจิตใจยึดมั่นต่อสามีตลอดเวลาที่อยู่ห่างไกลกัน   นางยังคงครองตัวไว้อย่างซื่อสัตย์  และด้วยบุญบารมีของนาง  เมื่อทศกัณฐ์เข้าใกล้นางจึงเกิด  “ ร้อนฤทัยดังไฟกัลป์ ”  ความซื่อสัตย์และความมั่นคงที่นางมีต่อพระราม นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีแก่กุลสตรีจนมีสำนวนติดปากว่า  “ ภักดีดุจนางสีดาภักดีต่อพระราม ”  อีกประการหนึ่ง นางเป็นหญิงที่รอบคอบ  มีความยั้งคิด  และค่อนข้างเชื่อมั่นในตนเองสูง    มีความเด็ดเดี่ยว  คือ  การผูกคอตายและหนุมานมาช่วยนางไว้ได้นั้น  หนุมานได้ทูลเชิญนางไปเฝ้าพระรามโดยเสด็จไปบนฝ่ามือ  นางปฏิเสธทั้งที่ปรารถนาจะได้พบกับพระรามเพราะเหตุผลว่า

อันตัวเรายากเย็นเพราะเป็นหญิง        ไม่สิ้นสิ่งพะวงสงสัย

ประเดี๋ยวยักษ์ลักมาลิงพาไป                       เทพไทจะติฉินนินทา

และการลุยไฟพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนางสีดา  เป็นสิ่งที่พิสูจน์ความมั่นคงที่มีต่อพระรามด้วยการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน    การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนางสีดาหลังจากเสร็จศึกกรุงลงกาแล้วนี้  ส่วนหนึ่งเป็นความตั้งใจของพระรามที่จะระงับข้อแหนงแคลงใจของคนทั่วทุกทิศ ที่มักคิดว่า  “ ธรรมดาหญิงตกถึงมือชายเป็นที่พิรุธราคิน   ทรลักษณ์มลทินหมองไหม้  ”  แต่ในส่วนตัวของพระรามเองแล้ว  พระองค์เชื่อถือความบริสุทธิ์ซื่อสัตย์ของนางสีดาโดยไม่มีข้อกินใจ   การลุยไฟนี้แสดงให้เห็นว่า  นางสีดาเป็นคนที่มีความเด็ดเดี่ยว  กล้าหาญ   นอกจากนี้นางยังเป็นผู้ที่รู้คุณ  กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ   เช่น  ในตอนที่นางสีดากล่าวขอบคุณพระลักษมณ์ที่ช่วยเหลือนางมาตลอด  และความใจแข็งไม่ยอมเชื่อใคร  ทั้งยังรักศักดิ์ศรีของตน  ทำให้นางสีดารักมั่นคงต่อพระรามเพียงพระองค์เดียว  ขณะเดียวกันเมื่อนางเจ็บแค้นที่พระรามไม่เชื่อใจ  นางก็ไม่ยอมคืนดีกับพระรามอีกเลยร้อนถึงพระอิศวรต้องเชิญเสด็จขึ้นไปบนสวรรค์  ทรงขอร้องนางสีดาจนสำเร็จและจัดพิธีอภิเษกสมรสให้ใหม่

๔. สติปัญญา  ความสามารถ

นางสีดาเป็นผู้มีสติปัญญา  ฉลาด  ซึ่งจะเห็นได้ในตอนที่หนุมาน  ผู้เป็นทหารของพระรามนำแหวนและผ้าสไบมาถวาย  และหนุมานจะเชิญเสด็จกลับไปด้วยโดยประทับมาบนฝ่ามือของตน  นางสีดาปฏิเสธโอกาสอันดีนั้นเสียโดยได้ทรงกล่าวกับหนุมานว่า  ตอนที่นางมากรุงลงกาก็มาโดยถูกยักษ์ลักพามา  และถ้าจะกลับไปโดยการช่วยเหลือของหนุมานซึ่งเป็นลิงก็ไม่สมควร  จะเข้าทำนอง  “ ยักษ์ลักมาลิงพาไป ”  ซึ่งคงจะถูกที่ติฉินนินทาไปทั่ว  จึงขอให้หนุมานรีบกลับไปทูลพระรามให้ยกทัพมาปราบทศกัณฐ์ให้ได้แล้วนางจะได้กลับไปกับพระรามอย่างสมศักดิ์ศรี

จะเห็นว่าแม้นางสีดาจะมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกลับมาหาพระรามมากเพียงใดแต่ก็ไม่ได้มากไปกว่าความต้องการที่จะครองตัวเป็นชายาที่ดีของพระราม  โดยการที่ยอมปฏิเสธโอกาสสำคัญและเป็นโอกาสที่ตนเองรอคอยอยู่ตลอดเวลา  เพียงเพื่อต้องการรักษาศักดิ์ศรีของตนและพระสวามี  นับได้ว่านางสีดาเป็นผู้มีสติปัญญา  มีความคิดรอบคอบ  ส่วนอีกตอนหนึ่ง คือ ตอนที่นางสีดาลุยไฟพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง  ซึ่งการลุยไฟนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ความมั่นคงในความรักของนางที่มีต่อพระราม  เมื่อนางได้พิสูจน์ตนเองแล้ว  พระรามจึงรับตัวนางกลับคืนได้โดยไม่เสียชื่อเสียง  และเกียรติยศ

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า  นางสีดา  เป็นตัวละครที่มีบุคลิกภาพและลักษณะนิสัยชัดเจน  ตรงไปตรงมา  แสดงให้เห็นถึงคุณธรรมของนางสีดา  ซึ่งเป็นคุณสมบัติของหญิงไทยในอุดมคติ  คือ  ต้องมีสามีเดียว  จงรักภักดีต่อสามี  แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์อย่างไรก็อย่าหวั่นไหว   หันเหความภักดีต่อสามีไปได้  ถ้าเป็นคติอินเดียที่ไทยนำมาเป็นแบบอย่าง  นางสีดาก็เป็นแบบฉบับของหญิงในแง่ที่จงรักภักดีต่อสามีเป็นเลิศ  ซึ่งถ้าสามีตายก่อนก็ต้องกระโดดเข้ากองไฟเผาตัวเองตายตาม  ถือเป็นประเพณีที่สืบเนื่องมาช้านาน  แสดงว่า  นางสีดาได้เข้าลักษณะของหญิงที่มีความซื่อสัตย์  มีความรักและภักดีต่อสามี  มีสัจจะ   และความเสียสละ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้มีอยู่ในตัวของนางสีดาอย่างครบถ้วน  และนางยังเป็นตัวอย่างของนางในวรณคดีที่ได้รับการยกย่องเชิดชูอยู่เสมอ  ถึงแม้นางสีดาจะเป็นตัวละครที่มีบทบาทน้อยแต่ก็เป็นตัวละครที่ถูกกล่าวถึงจากกวีหลายสมัย    แสดงว่านางสีดาเป็นตัวละครที่ผู้เสพวรรณคดีประทับใจอย่างยิ่ง  เพราะนางเป็นแบบอย่างของผู้หญิงที่มีสัจจะต่อความรักทั้งทางกาย  วาจา  และทางใจ  อันเป็นคุณสมบัติที่ผู้ชายคิดว่าหาได้ยากในตัวของผู้หญิงทั่วไป  นางสีดาจึงเป็นอมตะด้วยแรงใฝ่ฝันที่ผู้ชายปรารถนาที่จะพบผู้หญิงที่มีคุณสมบัติเช่นนี้               

ดังนั้น  ในฐานะที่เราเป็นผู้หญิง  ควรที่จะประพฤติปฏิบัติตนให้ได้อย่างนางสีดา คือ  มีความรักเดียวใจเดียว   ซื่อสัตย์  จงรักภักดีต่อคนรัก  รู้จักการเสียสละ   ให้อภัย เพียงเท่านี้  เราก็สามารถพิชิตใจของคนรักได้โดยถือเอาแบบอย่างจาดนางสีดาไปใช้ในทางดำเนินชีวิตได้  เพราะ  พฤติกรรมของนางสีดาเป็นพฤติกรรมที่ควรนำไปเป็นแบบอย่าง  ทั้งนางสีดายังเป็นหญิงที่มีคุณความดี   มีความเพียบพร้อม  ซึ่งนางได้ปฏติบัติหน้าที่ลูกที่ดี  เป็นภรรยาที่ดี   และเป็นแม่ที่ดีของลูก  จะเห็นได้ว่าถ้าทำสิ่งใดแล้วก็ต้องทำด้วยความซื่อสัตย์ถือเอาธรรมะเป็นที่ตั้ง  ดังนั้นถ้าเรามีความซื่อสัตย์อย่างนางสีดาแล้ว  พลังของความซื่อสัตย์นั้นอาจจะช่วยให้พ้นอันตรายและมีชีวิตที่ดีมีความสงบสุขอย่างนางสีดาก็เป็นได้  

ร่ายยาวเวสสันดรชาดก 2 กัณฑ์ กุมาร และมัทรี

            ผู้แต่ง                            เจ้าพระยาพระคลัง   (หน)

            คำประพันธ์                    ร้อยกรองประเภทร่ายยาว

            วัตถุประสงค์                  เพื่อซ่อมแซมวรรณคดีเก่า

            ที่มาของเนื้อเรื่อง             จากนิบาตชาดกเรื่องเวสสันดร

มัทรีเป็นตัวละครเอกฝ่ายหญิงในมหาชาติ (เวสสันดรชาดก) ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ว่าด้วยบุพจริยาของพระพุทธองค์ในอดีตชาติเมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรบรมโพธิสัตว์ พระชาตินี้ถือว่าเป็นพระชาติยิ่งใหญ่ สำคัญ เพราะเป็นพระชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนจะประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระนางมัทรีจึงเป็นผู้ที่มีส่วนให้การบำเพ็ญทานบารมีของพระเวสสันดรบรรลุดังความตั้งใจ มัทรีเป็นพระราชธิดาในตระกูลมาตุลราชวงศ์แห่งกรุงมัทราช เมื่อเจริญพระชันษาได้อภิเษกกับพระเวสสันดร โอรสของพระเจ้ากรุงสญชัย และพระนางผุสดีผู้ครองนครสีพี ต่อมาพระเวสสันดรได้รับราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา พระนางมัทรีจึงอยู่ในฐานะพระราชินีแห่งกรุงสีพี พระนางมีพระโอรสและพระธิดา ๒ องค์ คือ พระชาลีและพระกัณหา

. บทบาทของพระนางมัทรี

๑.๑ บทบาทในการดำเนินเรื่อง

ในเวสสันดรชาดกตอนต้นเรื่องไม่ได้กล่าวรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติพระนางมัทรีมากนัก ไม่ทราบว่าพระนางมีพระจริยาวัตรอย่างไร ลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร จนกระทั่งพระนางมีพระชาลี พระชันษา ๖ ขวบและพระกัณหาพระชันษา ๔ ขวบ นางเริ่มมีบทบาทครั้งแรกเมื่อพระเวสสันดรมาล่ำลาสั่งเสียก่อนจะออกเดินทางไปป่า พระเวสสันดรตรัสว่า

“อันว่าทรัพย์อันเป็นของของพี่ประสาทให้แก่เจ้า อนึ่งเล่าทรัพย์สมบัติอันพระน้อง

ได้มาแก่สำนักมัททราชตระกูล เจ้าจงมั่วมูลฝังไว้ จะได้เป็นมหานิธี ขุนทองอันใหญ่ติดตามตน.

อนึ่งพระลูกรักสองสายใจสุดสวาท เจ้าจงอย่าประมาทช่วยอภิบาลบำรุงรักษา ทั้งองค์สมเด็จพระราชบิดามารดาของพี่ เจ้าจงภักดีปฏิบัติอย่าให้เคืองขัดพระอัธยาศัย อนึ่งถ้าและว่ากรุงกษัตริย์พระองค์ใดปรารถนา จะรับเจ้าไปเป็นอัครราชกัญญายอดนางจงประกอบกิจจางคปฏิบัติ อย่าให้เคืองขัดพระราชหฤทัยอย่าอาลัยถึงพี่อันจะบำราศรัตนบุรีไปอยู่ป่า เห็นชีวิตจะมรณาเสียเป็นมั่นคงในพนัสแดนดงนั้นแล”

พระนางมัทรีเป็นตัวละครแบบฉบับของตัวละครหญิงในอุดมคติ ตามแนวคิดทางพุทธศาสนา การพิจารณาลักษณะนิสัยของตัวละครนี้ได้พิจารณาจากบทบาทและพฤติกรรมที่ปรากฏในเรื่อง ซึ่งพระนางมัทรีมีบทบาท ๒ ประการ ดังนี้

๑.๑.๑ บทบาทในฐานะภรรยา

พระนางมัทรีทรงเป็นชายาตามแบบอุดมคติของสังคม คือ เทิดทูนสวามีเหนือเกล้า ทรงมีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีแต่พระสวามีเพียงผู้เดียว และพระนางร่วมยินดีร่วมทุกข์กับพระเวสสันดรเมื่อพระองค์ถูกเนรเทศไปจากเมือง ทั้งๆ ที่พระเวสสันดรตรัสอนุญาตให้พระนางเป็นอิสระที่จะเป็นชายาของกษัตริย์อื่นได้ หากมีผู้ปรารถนาพระนางเป็นอัครราชกัญญา แต่พระนางมัทรีก็ยืนยันว่าพระนางจะต้องตามเสด็จไป ไม่ว่าหนทางจะลำบากสักเพียงใดก็ตาม

“มาตรว่ามีทุกข์เท่าถึงอันตราย จะวิ่งไปก่อนให้ตายต่างพระองค์ผู้ทรงพระคุณ ประกอบด้วยการุณแก่ข้าบริจาริกา” 

ด้วยความจงรักภักดีและความกตัญญูต้องการให้พระเวสสันดรบำเพ็ญพรตอยู่สบายโดยไม่ต้องลำบากพระวรกายเสด็จไปแสวงหาผลาผลเพื่อเลี้ยงครอบครัว พระนางจึงขออาสาเป็นผู้ออกป่าไปหาผลไม้ให้พระสวามีและโอรสธิดา ทั้งเผื่อแผ่สำหรับพระสวามีจะได้ปฏิบัติทานบารมีโดยบริจาคเป็นพระราชกุศลแก่อาคันตุกะที่มาเยือนอีกด้วย พระนางปฏิบัติภารกิจนี้อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ไม่คำนึงถึงภยันตรายและไม่อาลัยเสียดายในพระสิริโฉมที่จะหมองมัวหยาบกร้านด้วยแดดลม เป็นการแสดงถึงความเสียสละและจงรักภักดีต่อพระสวามีในฐานะภรรยาที่ดี

๑.๑.๒ บทบาทในฐานะมารดา

บทบาทนี้สะท้อนให้เห็นลักษณะนิสัยของตัวละครหญิงผู้นี้ว่า มีความรักลูกท่วมหัวใจ และหวงแหนลูกเมื่อตัดสินพระทัยตามเสด็จพระเวสสันดรเข้าสู่ป่าหิมพานต์ พระเจ้าสญชัยและพระนางผุสดีขอพระชาลีและพระกัณหาไว้ พระนางมัทรีไม่ยอมยกให้แม้จะเข้าพระทัยดีว่าพระเจ้าสญชัยสงสารพระราชนัดดา ไม่อยากให้ลำบาก พระนางกราบทูลพระเจ้าสญชัยด้วยน้ำเสียงเสียดสีว่า

“ขึ้นชื่อว่าบุตรเป็นที่สุดแสนเสน่หา ถึงจะชั่วช้าประการใดใจสามารถเป็นหนามเสี้ยนเบียนประชาราษฎร์ควรห้ามเฝ้า จะตัดจากลูกเต้านั้นไม่ขาด เกล้ากระหม่อมเหมือนฝ่าละอองธุลีพระบาทก็คงจะตัดพระลูกได้คล่องๆ...ข้ามัทรียังมีอาลัยเป็นล้นพ้น กว่าจะเลี้ยงได้ตะละคนๆ สุดแสนยาก ทูลกระหม่อมจะมาพรากไปจากอก ดั่งจะหยิบยกเอาดวงใจไปจากกาย”

บทบาทของแม่ผู้รักหวงแหนลูกสุดชีวิตของพระนางมัทรีปรากฏชัดเจนในกัณฑ์กุมารซึ่งเป็นตอนที่พระเวสสันดรทรงกระทำปิยบุตรทานบารมี โดยมอบพระกัณหาชาลีแก่ชูชก

พระนางมัทรีผ่านความทุกข์ทรมานใจรุนแรงสาหัสเพียงใด บทบาทของความเป็นแม่ทำให้นางเสียใจต่อการสูญเสียลูกแทบจะยอมสละชีวิตเพื่อลูก แต่บทบาทของความเป็นชายาทำให้พระนางมัทรีสละลูกได้เพื่อสามี เพราะการเสียสละของพระนางมัทรีไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตน แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อมนุษย์ในโลก พระนางมัทรีจึงเป็นนางแก้วคู่บารมีของพระเวสสันดรในการร่วมสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขแห่งมนุษย์โลกทั้งหลาย

๑.๒ ชะตาชีวิต

พระนางมัทรีเป็นพระธิดาของกษัตริย์ซึ่งได้อภิเษกกับพระเวสสันดรซึ่งการดำเนินชีวิตควรจะเป็นสุขสบายแต่ชะตาชีวิตของพระนางมัทรีไม่เป็นเช่นนั้นกลับต้องพบกับความลำบากมากกว่าบุคคลที่ไม่มีฐานันดรเสียด้วยซ้ำ เพราะพระนางไม่ต้องการให้พระเวสสันดรผู้เป็นพระสวามีต้องเผชิญกับลำบากเพียงลำพังแต่ต้องการเคียงบ่าเคียงไหล่คู่กับพระสวามีไม่ว่าจะต้องพบกับความลำบากสักเพียงใดก็ตาม แต่ด้วยพระบารมีของพระนางมัทรีที่ได้ร่วมอนุโมทนากับพระเวสสันดรในการบริจาคทานและปฏิบัติแต่สิ่งดีๆ ตลอดมาจึงส่งผลให้พระนางมัทรีได้พบกับความสุขในตอนท้ายเรื่องคือได้กลับมาครองนครเคียงข้างพระเวสสันดร ณ นครสีพี

๒. รูปโฉมความงามของพระนางมัทรี

บทบาทของพระนางมัทรีนั้นไม่ค่อยมีการกล่าวถึงความงามหรือการชมโฉมปรากฏให้เห็นมากนักแต่ส่วนที่พบคือในตอนที่พระเจ้ากรุงสญชัย พระนางผุสดีพร้อมด้วยหมู่เสนาพฤฒามาตย์และประชาชนได้จัดกระบวนแห่มารับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีคืนสู่นคร พระเจ้ากรุงสญชัยได้มอบราชสมบัติให้แก่พระเวสสันดรครอบครองสืบไป พระนางมัทรีได้พบพระลูกรักทั้งสองสมปรารถนาและได้รับพระราชทานเครื่องทรงและเครื่องอลงกรณ์จากพระนางผุสดี เมื่อพระนางมัทรีทรงฉลองพระองค์ ดังที่กล่าวว่า

“ทรงสิริสวัสดิ์วิลาสเลิศมนุษย์คณานางด้วยบวรลักษณเบญจางค์เจริญเนตร ...ผู้ใดได้ทัศนาการก็พิศวง...สรรพสิ่งงามพร้อมหมดทั่วพระอินทรีย์ ดุจหนึ่งนางกินรีวิหคอนงค์”

 

ด้วยบทบาทของพระนางมัทรีนั้นมุ่งเน้นบทบาทในฐานะภรรยาและมารดา จึงเน้นการประพฤติปฏิบัติมากกว่าในด้านของความงดงามทางกาย การชมโฉมของพระนางมัทรีจึงไม่เป็นจุดเด่นในเรื่องนี้

๓. ลักษณะนิสัยของพระนางมัทรี

๓.๑ ความจงรักภักดีต่อพระเวสสันดร

พระนางมัทรีทรงมีความจงรักภักดีต่อพระเวสสันดรเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่พระนางกำลังทุกข์โศกเพราะตามหาพระโอรสพระธิดาไม่พบ พระเวสสันดรทรงหวังจะให้พระนางดับความทุกข์โศก จึงแกล้งบริภาษว่าลอบคบชายอื่นจึงกลับมาถึงอาศรมในเวลาค่ำกว่าทุกวัน ทำให้พระนางเสียพระทัยและพยายามอธิบายให้พระเวสสันดรเข้าพระทัยว่าเหตุใดจึงกลับมาถึงช้ากว่าทุกวัน โดยยืนยันความจงรักภักดีของพระนางว่า

“...พระคุณเอ่ยจะคิดดูมั่งเป็นไรเล่า ว่ามัทรีนี้เป็นข้าเก่าแต่ก่อนมา ดั่งเงาตามพระบาทาก็เหมือนกัน นอกกว่านั้นที่แน่นอนคือนางไหนอันสนิทชิดใช้แต่ก่อนกาล ยังจะติดตามพระราชสมภารมาบ้างละหรือ ได้แต่มัทรีที่แสนดื้อผู้เดียวดอก ไม่รู้จักปลิ้นปลกพลิกไพล่เอาตัวหนี มัทรีสัตยาสวามิภักดิ์รักผัวเพียงบิดาก็ว่าได้ จึงจะยากเย็นเข็ญใจก็ตามกรรม วนมูลผล หาริยา อุตสาหะตระตรากตรำเตร็ดเตร่หาผลาผลไม้ ถึงที่ไหนจะรกเรี้ยวก็ซอกซอนอุตส่าห์เที่ยวไม่ถอยหลัง จนเนื้อหนังข่วนขาดเป็นริ้วรอยโลหิตไหลย้อยทุกหย่อมหนาม อารามจะใคร่ได้ผลาผลไม้มาปฏิบัติลูกบำรุงผัว ถึงกระไรจะคุ้มตัวก็ยากน่าหลากใจ อกของใครจะอาภัพยับพิกลเหมือนอกของมัทรีไม่มีเนตร น่าที่จะสงสารสังเวชโปรดปรานีว่ามัทรีนี้เป็นเพื่อนยากอยู่จริงๆ ช่างค้อนติงปริภาษณาได้ลงคอไม่คิดเลย...”

แม้พระนางจะทรงตัดพ้อพระเวสสันดรอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถือโกรธ ทั้งยังทูลขอโทษพระเวสสันดรที่กลับมาถึงช้า เมื่อพระเวสสันดรทรงแกล้งทำนิ่งไม่ตรัสตอบ พระนางก็ทรงหมดอาลัยในชีวิต คร่ำครวญว่าไม่เคยปันใจให้ชายใดเลยและตั้งพระทัยจะซื่อสัตย์ต่อพระเวสสันดรจนวันสิ้นพระชนม์ เมื่อเห็นว่าพระเวสสันดรทรงหมางเมินและพระกุมารทั้งสองก็หายไป พระนางจึงไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

ในท้ายที่สุดเมื่อพระนางมัทรีทรงทราบว่าพระเวสสันดรได้ทรงบริจาคพระกุมารทั้งสองเป็นทานแก่ชูชก และพระเวสสันดรตรัสขอให้พระนางอนุโมทนาในการบำเพ็ญทานบารมีของพระองค์ พระนางก็ทรงกระทำตามด้วยความภักดี ทำให้การบริจาคพระชาลี และพระกัณหาเป็นทานแก่ชูชกไม่ก่อความขุ่นข้องหมองใจแก่ผู้ใดอีก ผลแห่งทานบารมีในครั้งนี้จึงเต็มเปี่ยมบริบูรณ์อย่างน่ายินดี นับว่าน้ำพระทัยของพระนางมัทรีมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนการบำเพ็ญทานบารมีของพระเวสสันดร

๓.๒ มีความซื่อสัตย์ตามแบบฉบับของภรรยาที่ดี

จะเห็นได้จากตอนที่พระเวสสันดรมาลานางแต่มิได้ชวนนางไปอยู่ป่าด้วย นางกล่าวว่า

“ถึงพระร่มเกล้าปกเกศเสด็จทุเรศไร้ราชสุริยวงศ์ จะบุกป่าฝ่าดงไปแห่งใด ข้าพระบาทจะตามเสด็จไปไม่ขออยู่ จะเอาชีวิตและกายนี้ไปสู้สนองพระคุณกว่าจะสิ้นบุญข้ามัทรีที่จะละพระราชสามีนั้นหามิได้ แม้นจะตกไร้แสนกันดารจะบริโภคมูลผลาหารต่างโภชนาก็จะสู้ทรมานหามาปฏิบัติพระองค์ ถึงแม้มาตรจะปลดปลงก็มิได้คิด จะเอาชีวิตนี้เป็นเกือกทองฉลองพระบาท”               

พระนางมัทรีแสดงความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อพระเวสสันดรแม้จะรู้ว่าการที่จะต้องเดินทางไปกับพระเวสสันดรนั้นจะลำบากยากเข็ญเพียงใดแต่พระนางก็ไม่เกรงกลัวแต่ยินดีที่เสด็จตามพระเวสสันดร เพื่อจะได้มีโอกาสปรนนิบัติดูแลพระเวสสันดรตามแบบของภรรยาที่ดี

๓.๓ มีความเข้มแข็ง

พระนางไม่เพียงคิดติดตามเสด็จพระสวามีเพราะเป็นจารีตของภรรยาที่ดีเท่านั้น แต่ทรงถือเป็นหน้าที่จะปกป้องดูแลพระสวามี ดังคำที่พระนางกล่าวว่า

“จะพิทักษ์ไทธิราชทุกค่ำเช้า”

แสดงว่าพระนางไม่ได้คำนึงว่าตนเป็นหญิงที่ต้องการการคุ้มครองดูแลจากผู้ชาย ความภักดีทำให้พระนางมัทรีคิดจะกระทำการทุกอย่างเพื่อให้พระเวสสันดรไม่ลำบาก โดยไม่ได้คำนึงถึงพระองค์เองเลย ดังที่กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

“ลูกจะเอาพระกรพางค์ต่างพร้ามีด กรีดทางฟันแฝกคาในป่าหิมวาส มิให้ระคายเคืองเบื้องพระบาทพระเจ้าผัว”

๓.๔ มีความกล้าหาญ

พระนางมัทรียืนยันว่าพระนางจะต้องเสด็จตามไปด้วย หากพระเวสสันดรไม่ทรงอนุญาตให้ตามเสด็จพระนางก็ประกาศว่า

“ข้ามัทรีก็จะก่อไฟให้รุ่งโรจน์โดดเข้าตาย เห็นจะดีกว่าอยู่เป็นม่ายให้คนเขานินทา ว่ามีพระภัสดาแต่เมื่อยามสุขสิไม่ทุกข์ด้วย ตั้งแต่จะรื่นรวยอยู่ในบุรี จะขอตามเสด็จจรลีไปสู้ยากเมื่อยามจน”

จากคำกราบบังคมทูลของพระนางแสดงให้เห็นความกล้าหาญและทรงรักพระสวามียิ่งกว่าชีวิตของพระนางเอง และแสดงให้เห็นแนวคิดเชิงอุดมคติตามที่ปรากฏในวรรณคดีคำสอน คือ การไม่ปรารถนาอยู่ในสถานะของแม่ม่าย เพราะสังคมจะติฉินนินทาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นม่ายโดยสามีละทิ้งไป

๔. สติปัญญา ความสามารถของพระนางมัทรี

ในตอนที่พระนางมัทรีกราบทูลพระเวสสันดรเพื่อขอตามเสด็จเข้าป่าหิมพานต์พระนางก็ย่อมรู้ดีว่าในป่ามีภยันตรายและน่ากลัวซึ่งเป็นเหตุผลเดียวที่พระเวสสันดรจะไม่ทรงอนุญาตให้พระนางและสองกุมารติดตามไป พระนางมัทรีจึงใช้     สติปัญญาและไหวพริบในการกล่าวถึงป่าหิมพานต์ในลักษณะตรงกันข้ามว่าป่าจะเป็นที่สวยงามและสนุกสนานจนพระนางและพระกุมารมีความสุขซึ่งทำให้พระเวสสันดรไม่ต้องเป็นห่วงกังวล ดังที่พรรณนาว่า

“ปางเมื่องพระองค์เสด็จจรลีประพาสในพนาวสแดนดง สุณฺนโต จะได้ทรงฟังสองดรุณราชกุมาร ร้องขับขานประสานเสียงเสนาะในวนาศรม เมื่อยามรุกขชาติร่มเวลาเย็น จะแล่นเล่นในบริเวณพระอาศรมสถาน ข้ามัทรีนี้จะเก็บกุสุมาลย์มากรองร้อยเป็นสายสร้อยสะอิ้งรัดสะเอวองค์ สังวาลวงวิจิตรมาลัย ประดับสองดรุณหน่อไทน้อยนาถ สองดรุณเยาวราชก็จะลีลาศแล่นเล่นบันเทิงทุกเช้าค่ำ เจ้าจะฟ้อนรำสำราญจิตมิได้รูที่จะคิดถึงยามทุกข์ มีแต่เสวยสุขสนุกทุกเวลา ท้าวเธอได้เห็นเป็นปรีดาดวงกมลปลื้ม น สริสฺสสิ พระทัยท้าวเธอก็จะหลงลืมรัตนราชัยมไหศูรยสมบัติ”

จะเห็นได้ชัดว่าโวหารข้างต้นเป็นการพยายามที่จะทำให้พระเวสสันดรคลายความกังวลพระทัย หมดห่วงว่าพระชายาและพระราชโอรสธิดาจะไม่มีความสุข

พระนางมัทรีแสดงพระสติมั่นคง พระทัยเข้มแข็งอีกครั้งเมื่อพระเจ้าสญชัยยกกองทัพเสด็จมารับพระเวสสันดรเข้าเมือง เมื่อพระเวสสันดรได้ยินเสียงกองทหารโห่ร้องกึกก้อง พระองค์แสดงความปริวิตกกับพระนางมัทรีว่า

“นี่เนื้อกรรมมาตามทันจึงต้องเนรเทศ ให้นิราศไอศูรเยศมาอยู่ไพร แล้วยังมิพ้นภัยหมู่อรินทรราช มัทรีเอ่ย เราทั้งสองก็จะพินาศเป็นมั่นคง ในพนัสแดนดงนี้แล้วแล”

พระนางมัทรีทอดพระเนตรกองทหารเหล่านั้นก็ทรงใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองจนถ้วนถี่จึงทรงทราบว่าเป็นกองทหารแห่งเมืองสีพี พระนางจึงกราบทูลให้พระเวสสันดรบรรเทาความวุ่นวายพระทัยว่า

“ถึงแม้มาตรปัจจามิตรหมู่ใดจะประทุษร้าย ก็จะพินาศฉิบหายพ่ายแพ้เพราะบารมี อคฺคีว อุทกณฺณเว ดุจดั่งว่าอัคคีอันน้อยนิดหนึ่งเท่านั้น หรือจะมาเผาผลาญซึ่งมหรรณพนทีธารให้เหือดแห้ง กระแสสินธุ์ก็จะดับแสงให้เสื่อมศูนย์ สิ้นฤทธิ์เรืองจำรูญระเริงร้อน พระองค์สิทรงพระคุณดั่งขุนสิงขรเขาสิเนรุราช ผู้ใดใครหรือจะอาจให้เอียงเอนอันตรายได้ จงดำรงพระหฤทัยดำริก่อน เห็นจะสมอุดมอัษฎาพรบเพี้ยนผิด อันสมเด็จบรมสุราฤทธิ์ประสิทธิ์ประสาท ชะรอยจะเป็นทัพพระบิตุราชออกมารับเสด็จพระบรมหน่อสรรเพชญคืนพระนคร”

ในตอนต้นพระนางมัทรีกล่าวถ้อยคำให้พระเวสสันดรมีความมั่นพระทัยว่าพระบารมีที่พระองค์บำเพ็ญมีพลังอำนาจกว้างใหญ่ไพศาล ประดุจกระแสธารอันกว้างใหญ่ที่สามารถดับไฟกองน้อยนิดได้ในเวลาอันรวดเร็ว และต่อมาทรงเปรียบว่าพระคุณของพระองค์ที่มีต่อชาวโลกนั้นมั่นคง หนักแน่นประดุจขุนเขาที่ไม่มีผู้ใดอาจทำลายลงได้ เมื่อถ้อยคำข้างต้นสร้างความมั่นพระทัยให้แก่พระเวสสันดรแล้ว พระองค์จึงมีพระสติในการพิจารณาให้ถูกต้อง ไม่เข้าพระทัยผิดว่ากองทัพนั้นเป็นศัตรูที่ยกมาทำลาย

ข้อความที่ยกมาข้างต้นเป็นการแสดงให้เห็นว่า พระนางมัทรีเป็นตัวละครที่มีพระทัยเข้มแข็ง มีพระสติที่มั่นคงเข้มแข็งยิ่งกว่าพระเวสสันดรเสียอีก ทรงเตือนสติและปลอบพระทัยในยามที่ทรงคิดว่าพระสวามีหวั่นไหว

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าพระนางมัทรีเป็นตัวละครในอุดมคติที่ถือเป็นแบบอย่างสำหรับหญิงไทยในการปฏิบัติตนทั้งในฐานะภรรยาและมารดาที่มีความเสียสละแก่ครอบครัว ความจงรักภักดีแม้เป็นหญิงที่มีความอ่อนโยนแต่ก็แฝงด้วยความกล้าหาญซึ่งไม่ใช่การต่อสู้ในสงครามแต่เป็นการต่อสู้กับการบำเพ็ญทานบารมีที่มีมารเป็นอุปสรรค แต่ด้วยความวิริยอุตสาหะก็ทำให้พระนางมัทรีสามารถปฏิบัติกรณียกิจของพระนางในบทบาทต่างๆ ได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

 

บทละครนอกเรื่องสังข์ทอง

ผู้แต่ง                            พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่  1

คำประพันธ์        ร้อยกรองประเภทกลอนบทละคร

วัตถุประสงค์                  เพื่อใช้เล่นละคร

ที่มาของเนื้อเรื่อง             จากนิทานปัญญาสชาดก

เสน่ห์นางในวรรณดคี : นางรจนา จากวรรณคดีไทย เรื่องสังข์ทอง

ความหมายของนางในวรรณคดีในที่นี้  ต้องการที่จะนำเสนอบทบาทของผู้หญิงที่ได้รับยกย่องให้เป็นตัวละครเอกในวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ  ซึ่งถ้าหากเราจะมองกันบทบาทของผู้หญิงในสังคมสมัยโบราณ  มักจะมีคำสุภาษิตบอกว่า “ผู้หญิงคือ ช้างเท้าหลัง”  ซึ่งก็หมายความว่าผู้หญิงเป็นได้ก็แต่เพียงผู้ตามเท่านั้น  หรือถ้าจะดูถึงบทบาททางด้านการบริหารทั้งในบ้านและในสังคมผู้หญิงก็จะเป็นคี่ผู้คอยปรนนิบัติและปฏิบัติงานให้ผู้ชายเท่านั้น  แต่ถ้าเราจะมองผู้หญิงในวรรณคดีอย่างพินิจพิเคราะห์แล้ว  จะเห็นได้ว่าผู้หญิงมีบทบาทต่อครอบครัวและครอบครัวเป็นอย่างมาก

แต่ในมุมมองของข้าพเจ้า  ต้องการที่จะชี้ให้สังคมได้รับรู้ว่าผู้หญิงมีบทบาทสำคัญต่อสังคมในทุก ๆ ด้าน  ข้าพเจ้าจึงได้จับเอานางในวรรณคดีมาวิเคราะห์เปรียบเทียบหรือเป็นตัวอย่างบทบาทของผู้หญิง  ในครั้งนี้จะกล่าวถึง  “นางรจนา”  ซึ่งเป็นนางเอกในเรื่อง  “สังข์ทอง”  อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  เป็นวรรณคดีที่แพร่หลายทำให้เจ้าเงาะและนางรจนาประทับตรึงใจในความทรงจำของคนไทยถึงขั้นเรียกว่าเป็นพระ-นาง  อมตะอีกคู่หนึ่ง  ทำให้เกิดข้อคิดในแง่ของการมองคนว่าอย่ามองคนแต่ภายนอก  คนเราทุกคนเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะกระทำได้

๑. บทบาท

๑.๑ บทบาทในการดำเนินชีวิต

ประวัตินางรจนา

นางรจนา จากเรื่องสังข์ทอง เป็นธิดาสุดท้องจากจำนวนเจ็ดองค์ของท้าวสามล พี่ๆเลือกคู่ได้สามีที่คู่ควรกันแล้ว แต่นางรจนากลับเลือกได้เจ้าเงาะรูปชั่วตัวดำ ทั้งๆที่ตนเป็นสาวสวย จึงเป็นที่เยาะเย้ยไปทั่ว ทำให้พระบิดากริ้วไล่ให้ไปตกระกำลำบากที่กระท่อมปลายนา แต่ความจริงที่นางเลือกก็เพราะเห็นรูปทองอยู่ข้างใน เจ้าเงาะถึงจะขี้ริ้วแต่ก็มีวิชาความรู้ จนต่อมาพระอินทร์ต้องแปลงร่างมาตีคลีเพื่อช่วยให้เจ้าเงาะได้ถอดรูปให้ทุกคนได้เห็นรูปทองในที่สุด ดังนั้นสาวๆที่มีสามีขี้ริ้วจึงมักถูกว่าเป็นนางรจนาควงเจ้าเงาะ

ตอนกำเนิดและชีวิตในวัยเยาว์ของนางรจนาไม่ได้กล่าวไว้  จึงสันนิษฐานว่าชีวิตในวัยเด็กคงราบรื่นไม่มีปัญหาใด ๆ เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่เป็นน้องที่รักของพี่ ๆ จะมามีเรื่องราวก็ตอนโตเป็นสาวแล้วนั้นเอง  ส่วนบทบาทของความเป็นภรรยาเป็นศรีภรรยาและเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ไม่ขาดตกบกพร่อง

๑.๒ ชะตาชีวิต

รจนาได้ได้ต่อสู่กับชะตาชีวิตของตน  โดยเกิดขึ้นจาก  การเลือกคู่ของนาง  เมื่อนางเลือกเจ้าเงาะเป็นคู่ครอง  ทำให้บรรดาบิดามารดา  และพี่ของนางทุกคนเกิดการไม่พอใจ  บิดาเลยให้ไปอยู่กระท่อมปลายนากับสามีของนาง  รจนาอยู่อย่างยากลำบาก  ต้องปลูกผักกินเอง  หุงหาอาหารต่าง ๆ  โดยที่นางไม่เคยได้ทำมา  แต่เมื่อนางมาอยู่กับเจ้าเงาะ  เจ้าเงาะก็ได้สอนการเป็นแม่บ้านแม่เรือนให้กับนาง  จนนางทำได้ทุกอย่างและอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข  แต่บรรดาพ่อแม่และพี่ ๆ ก็ยังไม่อยู่เฉย  ค่อยแกร่งอยู่ตลอด  เช่น  พระบิดาสั่งให้เจ้าเงาะหาเนื้อหาปลาไปถวายทุกวัน  และเป็นจำนวนที่มาก  เป็นต้น  กว่าที่เจ้าเงาะกับนางรจนาจะได้อยู่ด้วยความสงบนั้น  มีพระอินทร์สงสารทั้งคู่เลือกคิดอุบายจะมาจะมาตีเมืองของท้าวสามนต์  ท้าวสามนต์ก็ได้ให้เขยทั้งหลายออกมารบ  ต่อก็ต้องแพ้พ่าย   จนต้องให้เจ้าเงาะมารบจนชนะ  ทำให้ท้าวสามนต์พอใจเลยให้ทั้งสองเข้ามาอยู่ในวังประจวบกับที่เจ้าเงาะทอดรูปเป็นพระสังข์  ทุกคนจึงหลงใหลในตัวของเจ้าเงาะ  และอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขตลอดมา

๒. รูปโฉม

กล่าวถึงท้าวสามนต์ครองเมืองกับนางมณฑามเหสีเอก  ไม่มีโอรส  มีธิดาเจ็ดนาง  แต่ละนางมีหน้าตาสวยดังที่มีบรรยายไว้ว่า                                               

“งามโฉมชะอ้อนอ่อนเอวองค์                งามขนงวงพักตร์โสภา”โดยเฉพาะพระธิดาองค์เล็กนั้นงามเป็นพิเศษ  ดังที่ว่า

“น้องนุชสุดท้องชื่อรจนา                        โสภาเพียงนางสวรรค์”

และตอนที่เจ้าเงาะป่าได้พรรณนาความงานของนางรจนา  ดังบทประพันธ์ต่อไปนี้

“พิศโฉมพระธิดาวิลาวัณย์       ผุดผาดผิวพรรณดังดวงเดือน

งานละม่อมพร้อมสิ้นทั้งอินทรีย์                    นางในธรณีไม่มีเหมือน

แสร้งทำแลเสี่ยงเบี่ยงเปือน               ให้ฟั่นเฟือนเตือนจิตคิดปอง

พระจึงตั้งสัตย์อธิษฐาน                          แม้นบุญญาธิการเคยสมสอง

ขอให้ทรามสงวนนวลน้อง                 เห็นรูปพี่เป็นทองต้องใจรัก”

๓. ลักษณะนิสัย

รจนาเป็นกุลสตรี  เป็นผู้หญิงที่เรียบร้อย  อ่อนน้อมถ่อมตน  อยู่ในกรอบประเพณีและเป็นแม่บ้านแม่เรือน  เป็นหญิงที่มีความอดทนและมีการควบคุมภาวะทางอารมณ์ได้อย่างดียิ่งและเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตัวของตังเองสูง  โดยมีสติไม่ได้ตัดสินใจด้วยอารมณ์แต่ตัดสินใจด้วยเหตุผลที่ตนเองได้ไตร่ตรองแล้ว  มีจิตใจที่เป็นอิสระ  และมีความเข้มแข็ง  จะเห็นได้จากการเลือกคู่ของนางในตอนแรกที่นางไม่เลือกใครเลย  และมาครั้งที่สองก็ได้เลือกเจ้าเงาะในที่สุด  การกระทำทั้งสองครั้งนี้เป็นสิ่งขัดแย่งกับความคิดความเข้าใจของคนอื่น  แต่รจนาก็กล้าคิดกล้ากระทำด้วยความเชื่อมั่นว่าตนเองเป็นผู้ถูก  และอดทนจนความจริงปรากฏ

หากเราจะมาพิจารณาเหตุผลที่รจนาเลือกเจ้าเงาะ  จะพบว่า  นอกจากความปลาบปลื้มในรูปโฉมของพระสังข์แล้ว  นางได้ครวญว่า

“แสนสมัครรักใคร่ใหลหลง   ด้วยรูปทรงเป็นทองต้องจิต”

รจนายังเลือกเจ้าเงาะด้วยเหตุผลที่สงสัยว่าเป็น  “บุญ”  ของตนที่ได้เห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นด้วย  สิ่งนี้น่าจะเป็นการท้าทายการตัดสินใจของรจนามากกว่า  นางจึงไม่ได้ทิ้งพวงมาลัยไปสวมหัตถ์ผู้ที่เลือกเหมือนอย่างพี่นางทั้งหกคน    แต่ใช้วิธีเสี่ยงพวงมาลัย  คือก่อนที่ทิ้งพวงมาลัยนั้นได้อธิฐานด้วยว่าหากพระสังข์และนางเป็นคู่ครองกันมาแต่ชาติปางก่อน  ก็ขอให้มาลัยที่ทิ้งไปต้องตัวเจ้าเงาะรูปทอง  ในตอนนั้นชายที่มาให้นางรจนาเลือกคู่นั้นมีเจ้าเงาะเพียงคนเดียว  หากตกลงใจเลือกแล้วจะทิ้งพวงมาลัยไปอย่างไรก็ต้องถูกเจ้าเงาะ  การเสี่ยงพวงมาลัยอธิฐานจึงเป็นการเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจ  การเลือกคู่ครองที่ผู้อื่นเห็นว่าไม่เหมาะสม  เช่นนี้  ทำให้รจนาอยู่ในภาวะน้ำท่วมปาก  เพราะนางรู้ดีว่าอธิบายสิ่งที่นางเห็นอย่างไรก็จะไม่มีใครเชื่อ  คนย่อมเชื่อในสิ่งที่เห็นกับตา  อันได้แก่รูปโฉมภายนอกมากกว่าจะเชื่อสิ่งที่มองไม่เห็น  อันได้แก่จิตใจ  เจ้าเงาะจึงกล่าวกับรจนาว่า

“ซึ่งสวมรูปเงาะป่ามานี้ไซร้      หวังจะให้น้องคิดปริศนา”

ปริศนาที่ว่าคือ  การใช้รูปเงาะเป็นสิ่งวัดน้ำใจ  คนทั่งไปย่อมไม่ชอบสิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง  แต่คนที่มีปัญญามีเหตุผลย่อมสามารถมองทะลุรูปร่างภายนอกเข้าไปสัมผัส  “ของแท้”  ที่อยู่ภายในได้  เหมือนเช่นที่รจนามองเห็นรูปทองที่อยู่ในร่างเงาะ  เจ้าเงาะจึงชมเชยนางรจนาว่า

เจ้าปลงถูกแล้วนะแก้วตา      จึงรู้ว่าเงาะงามเป็นรูปทอง”

ลักษณะนิสัยกล้าเสี่ยงกับสิ่งที่ท้าให้พิสูจน์  และต้องได้คำตอบจนหมดข้อสงสัยจึงจะคลายใจเช่นนี้เอง  ทำให้นางรจนาไม่ได้เคลิบเคลิ้มไปกับการเกี้ยวพาราสี  ถูกเนื้อต้องตัวของพระสังข์จนหมดใจ  เหมือนตัวอย่างตัวละครหญิงบางคนในวรรณคดีไทยเรื่องอื่น ๆ ที่ร่วมประเวณีกับผู้ชายโดยที่ไม่ได้รู้จักมาก่อน  เช่น  นางรื่นนางโรยในลิลิตพระลอ  นางอุษาในอนิรุทธิ์ตำฉันท์และอุณรุท  เป็นต้น  รจนาไม่ยอมปลงใจกับพระสังข์จนกว่าจะได้รู้ว่า  มีเทือกเถาเหล่ากออย่างไร  เมื่อได้รู้ว่ามีชาติกำเนิดสูงเป็นกษัตริย์รจนาจึงหมดข้อสงสัย  ดังที่กวีบรรยายว่า

“ที่ทุกข์ร้อนผ่อนผันบรรเทา     นงเยาว์ยิ้มเหยาะหัวเราะหริก”

ลักษณะนิสัยของรจนาอีกประการหนึ่งที่ไม่พบในตัวละครผู้หญิงในวรรณคดีไทยเรื่องอื่น ๆ คือเป็นผู้ที่มีอารมณ์ขัน  ทั้งนี้การที่สังข์ทองเป็นบทละครนอกซึ่งมีจุดประสงค์และเสนอความสนุกสนานบันเทิงแก่ผู้ที่ดูละคร  น่าจะเป็นปัจจัยของการสร้างตัวละครให้แสดงพฤติกรรมชวนหัวเราะ  แต่โดยมากกวีมักจะสร้างลักษณะนิสัยเช่นนั้นกับตัวละครระดับรองมากกว่าตัวละครเอก  และมักไม่สร้างตัวนางเอก  ให้มีลักษณะชวนขัน  รจนาเป็นตัวละครหญิงที่ต่างจากมาตรฐาน  เพราะรจนาเป็นนางเอกที่มีอารมณ์ขันไม่แพ้เจ้าเงาะในตอนที่รจนาทำลายรูปเงาะเพราะต้องการให้คนอื่นเห็นพระสังข์รูปทองเหมือนอย่างที่ตนเห็น  พระสังข์ตื่นมาเห็นเข้า  กริ้วโกรธ  และขัดขวางไว้ได้รจนายอมรับผิดและง้อขอโทษอย่างจริงจังว่าจะไม่ทำเช่นนั้นอีก  แล้วจึงเข้าไปประจบเอาใจเจ้าเงาะ  ดังกวีพรรณนาว่า

“ว่าพลางนางเข้าไปนวดฟั้น                หลังไหล่ไหนคันจะช่วยเกา

ยื่นมือมาจี้ที่สีข้าง                                    จะหย่าร้างกันจริงเจียวหรือเจ้า

เอนอิงพิงทับลงกับเพลา                             เคี้ยวประทานสักคำทำปะเลาะ

ยียวนชวนผัวให้หั่วเราะ                             แสร้งเซาะสรวลสันต์จำนรรจา”

การเป็นภรรยาที่ดีของรจนา  รจนานับว่าเป็นตัวละครหญิงที่ขยันทำกิจการงานในครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง  ทั้ง ๆ ที่นางเป็นราชธิดา  แต่เมื่อต้องถูกเนรเทศมาอยู่กับเจ้าเงาะ 2 คนที่กระท่อมปลายนา  รจนาอดทนต่อความยากลำบากที่นางได้บอกว่า

“ไม่เคยเห็นเช่นนี้แต่เกิดมา   …………………………”

และขยันเรียนรู้กิจการแม่บ้านแม่เรือนที่นางไม่เคยทำมาก่อน  ดังที่นางรำพึงกับเจ้าเงาะว่า

“น้องนี้แต่กำเนิดเกิดมา                          จะหุงข้าวหุงปลาก็ไม่เคย”

แต่ในที่สุดรจนาได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากราชธิดามาเป็นเมียชาวบ้าน  ทำงานอย่างขยันขันแข็งตามที่เจ้าเงาะสอน  ดังคำกล่าวที่ว่า

“เช้าค่ำพร่ำสอนสั่งเมีย                           ให้เมียปั่นฝ้ายทอผ้า”

รจนาก็เป็นชายาที่ดีที่น่าชื่นชมยกย่องความสามารถของสวามีว่า  “น้อยหรือเพราะแจ้วเจื้อยเฉื่อยฉ่ำ”  และ  “สวดซ้ำอีกสักนิดยังใจ”  นอกจากนี้  หน้าที่การปรนนิบัติสามี  ตามที่กล่าวไว้ในวรรณคดีคำสอน  คือ  ปัดปูที่นอน  นวดเฟ้น  พัด ฯลฯ  นางก็ปรนนิบัติโดยไม่ขาดตกบกพร่อง  รวมทั้งการจงรักภักดีอันเป็นคุณสมบัติของภรรยาในอุดมคติทั่งไป  ดังที่นางรู้สึกว่าการที่ท้าวสามมนต์บัญชาให้เจ้าเงาะหาเนื้อหาปลาจำนวนมากไปถวายเป็นการ “คิดอ่านพาลฆ่าชีวาลัย”  นางจึงประกาศยอมตายตามเจ้าเงาะด้วยอย่างเด็ดเดี่ยว  ดังบทประพันธ์ที่ว่า

“ถ้าพระรูปทองน้องบรรลัย                เมียจะตายเช้าไปมิได้พรั่น

จะให้เขาพิฆาดฟาดฟัน                             สู้ตายตามกันไปไม่คิดกลัว

ไม่ขออยู่ดูหน้าคนทั้งหลาย                          มิให้ชายอื่นต้องเป็นสองผัว

ว่าพลางทางทุ่มทอดตัว                              ตีอกชกหัวเข้ารำไร”

ลักษณะเด่นประการสุดท้ายคือ  รจนามีนิสัยปากกล้าไม่กลัวใคร  เป็นคนเจ้าคารม  ดังตอนที่โต้เถียงกับพี่นางทั้งหกคน  ที่ด่าว่าเรื่องเลือกเจ้าเงาะเป็นสามี  รจนาโต้ตอบเหน็บแนมพี่เขยอย่างเจ็บแสบว่า     

“รูปร่างน้อยน้อยอร่อยใจ                       จงกอดไว้เถิดคะอย่าละวาง”

เมื่อทะเลาะกันหน้าที่นั่งตอนเข้าไปถวายปลา  รจนาแสดงกิริยาหยาบคาย  “ถ่มน้ำลายรดให้แล้วไคลคลา”  ทำให้พระพี่นางทั้งหกโกรธแค้น  ตามมาทะเลาะตบตีกันอึงคะนึง  อย่างไรก็ตาม  แม้รจนาจะปากกล้าไม่เกรงกลัวใครเช่นนี้  ก็ยังไม่เคยหยาบคายกับพระมารดาเหมือนนางมโนห์รา  ในบทละครสมัยกรุงศรีอยุธยา  ตอนที่นางถูกมารดาดุด่าว่า  “อีดอกทอง”  นางโต้ตอบรุนแรงไม่แพ้กันว่า

“นางแม่ของลูกอา      แม่มาด่าลูกไม่ถูกต้อง      ทั้งพี่ทั้งน้องเหล่า   เราดอกทองเหมือนกัน     ดอกทองสิ้นทั้งเผ่า     เหล่าเราดอกทองสิ้นทั้งพันธุ์   ดอกทองเสมือนกัน    ทั้งองค์พระราชมารดา”

ดังนั้น  อาจกล่าวว่า  รจนาเป็นลูกที่กตัญญูต่อพ่อแม่  นางมิได้ขุ่นเคืองที่ถูกเนรเทศ  กลับใช้ชีวิตอย่างมีความสุข  เมื่อพ่อแม่บ้านเมืองเดือดร้อน  นางก็ช่วยเหลือเจรจาอ้อนวอนเจ้าเงาะให้ช่วยเหลือโดยไม่เกี่ยงงอนเลย  รจนาจึงเป็นตัวละครหญิงที่รักษาคุณสมบัติของผู้หญิงในอุดมสติและยังมีอุปนิสัยเชื่อมั่นความคิดและการตัดสินใจของตนเอง  ในกรณีที่จะคิดแตกต่างไปจากผู้อื่น 

ความเคียดแค้น  ในขณะเดียวกันหญิงสาวอย่างนางรจนาก็เป็นศัตรูที่น่ากลัว  ด้วยนิสัยที่อาฆาตพยาบาทของนาง  แม้แต่ที่พี่สาวสายเลือดเดียวกันก็สร้างความไม่พอใจให้  นางยังผูกใจเจ็บหาทางแก้แค้นเอาคืน  ดังที่มีการบรรยายไว้ว่า

“รจนากลั้นยิ้มมิใคร่ได้            สรวงพลางทางว่าข้าขอบใจ

เมียมันจะได้ดูหน้ากัน                     ช่างแก้แค้นแทนทำพอสาสม

ที่เมียมาค้าคารมเย้ยหยัน                 ไปดูจมูกมันให้เต็มตา”   

จะเห็นได้ว่า  นางถูกพี่ทั้งหลายถาถางและด่าว่า     นางยังผูกใจเจ็บหาทางแก้แค้น

๔. ด้านสติปัญญา

รจนาเป็นผู้เห็นว่าของความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน   รจนาเป็นลูกสาวของเจ้าเมืองเกิดมาพร้อมกับยศศักดิ์และความสะดวกสบายทุกอย่าง  แต่รจนาก็มิได้หลงใหลหรือยึดมั่นจนมองเห็นคนอื่นที่ต่ำต้อยยากจนกว่าตน  ว่าน่ารังเกียจไม่ควรคบหาสมาคม  พสกนิกรของท้าวสามนต์นั้นส่วนใหญ่ย่อมเป็นคนสามัญที่ยึดอาชีพทำไร่ทำสวน  รจนาก็พร้อมที่จะดำรงชีวิตเช่นนั้น  เพราะเมื่อเลือกเจ้าเงาะไปแล้ว  หากเจ้าเงาะไม่ถอดรูปเป็นพระสังข์ทอง  นางก็พร้อมที่จะเป็นคู่ทุกข์คู่ยากช่วยกันทำมาหากินเลี้ยงชีพ  ไปตามประสาผัวเมีย  นี่ย่อมแสดงถึงความไม่ดูถูกเหยียดหยามคนต่ำต้อยของรจนา  รจนาให้ค่าของความเป็นมนุษย์ทัดเทียมกันพร้อมที่จะผจญกับความยากลำบากเคียงคู่ไปกับสามี  มิใช่ผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดิน  หรือประเภทเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ  เช่น  เจ้าหญิงหรือลูกเศรษฐีบางคน  รจนาเป็นนักสู่ชีวิตควรแก้การสรรเสริญ

เรื่องย่อ.

.. ณ เมืองยศวิมลนคร อันมีท้าวยศวิมลเป็นเจ้าเมือง พระมเหสีจันเทวีได้คลอดลูกออกมาเป็นหอยสังข์ จึงถูกพระนางจันทา มเหสีรอง ใส่ร้ายว่าเป็นกาลีบ้านเมือง จนถูกขับออกจากเมืองไปอยู่กระท่อมตายายที่ชายป่า จนกระทั่งพระสังข์ที่ซ่อนอยู่ในหอย ได้ออกมาพบแม่ สร้างความยินดีกับพระนางจันเทวีมา ข่าวล่วงรู้ไปถึงนางจันทา จึงได้ส่งคนมาจับพระสังข์ไปถ่วงน้ำ แต่ท้าวภุชงค์พญานาคราชช่วยเอาไว้ และส่งให้ไปอยู่กับ นางพันธุรัต พระสังข์รู้ว่านางพันธุรัตเป็นยักษ์จึงขโมยรูปเงาะ ไม้เท้า เกือกแก้ว เหาะหนีมาอยู่บนเขา นางพันธุรัตตามมาทันแต่ ไม่สามารถขึ้นไปหาพระสังข์ได้ จึงได้มอบมนต์มหาจินดา เรียกเนื้อเรียกปลาให้แก่พระสังข์ก่อนที่จะอกแตกสิ้นใจตายที่เชิงเขา นั่นเอง  พระสังข์เหาะมาจนถึงเมืองสามล ท้าวสามลและนางมณฑากำลังจัดพิธีเลือกคู่ให้ธิดาทั้งเจ็ด แต่รจนาพระธิดาองค์สุดท้อง ไม่ยอมเลือกใครเป็นคู่ ท้าวสามลจึงให้คนไปตามเจ้าเงาะมาให้เลือก รจนาเห็นรูปทองที่ซ่อนอยู่ในรูปเงาะจึงเสี่ยงมาลัยไปให้ สร้างความพิโรธให้ท้าวสามนต์จึงถึงกับขับไล่รจนาให้ไปอยู่กระท่อมปลายนากับเจ้าเงาะ  ท้าวสามลหาทางแกล้งเจ้าเงาะ โดยการให้ไปหาเนื้อหาปลาแข่งกับเขยทั้งหก เจ้าเงาะให้มนต์ที่นางพันธุรัตให้ไว้เรียกเนื้อ เรียกปลามารวมกันทำให้หกเขยหาปลาไม่ได้ จึงต้องยอมตัดปลายหูและปลายจมูกแลกกับเนื้อและปลาท้าวสามลพิโรธมากจนถึงกับคิดหาทางประหารเจ้าเงาะ ร้อนถึงพระอินทร์ต้องหาทางช่วยโดยการลงมาท้าตีคลีชิงเมือง กับท้าวสามล ท้าวสามลส่งหกเขยไปสู้ก็สู้ไม่ได้ จึงต้องยอมให้เจ้าเงาะไปสู้แทน เจ้าเงาะถอดรูปเป็นพระสังข์และสู้กับพระอินทร์ จนชนะ ท้าวสามลจึงยอมรับพระสังข์กลับเข้าเมืองและจัดพิธีอภิเษกให้พระอินทร์ไปเข้าฝันท้าวยศวิมล เพื่อบอกเรื่องราวทั้งหมด ท้าวยศวิมลจึงออกตามหาพระนางจันเทวีจนพบ และได้เดินทาน ไปเมืองสามลนครเพื่อพบพระสังข์ โดยพระนางจันเทวีได้ปลอมเป็นแม่ครัวในวังและได้แกะสลักเรื่องราวทั้งหมดบนชิ้นฟัก ให้พระสังข์เสวย ทำให้พระสังข์รู้ว่าแม่ครัวคือพระมารดานั่นเอง พระสังข์และรจนาจึงได้เสด็จตามท้าวยศวิมลและพระนาง จันเทวีกลับไปครองเมืองยศวิมลสืบไป

 

เสน่ห์นางในวรรณคดี : นางมณีรัตนา-แก้วหน้าม้า จากวรรณคดีไทย เรื่องแก้วหน้าม้า

เมื่อกล่าวถึงนางแก้วหน้าม้า  ผู้อ่านหลายท่านอาจจดจำรูปอัปลักษณ์และความแก่นแก้วของนางซึ่งผิดกับนางในวรรณคดีเรื่องอื่น  แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้อ่านติดใจและจดจำนางแก้วหน้าม้าได้เป็นอย่างดีนั่นคือความเก่งกล้าสามารถของนางที่ทำให้นางเป็นตัวละครเอกหญิงที่โดดเด่นผิดแผกกับตัวละครหญิงในเรื่องอื่น  ส่งผลให้ผู้อ่านรู้จักและจดจำในความเก่งกล้าสามารถของนางแก้วหน้าม้าเรื่อยมาจนทุกวันนี้

จากเรื่องแก้วหน้าม้า ได้กล่าวถึงพระเอกคือพระปิ่นทองไปทรงว่าวแล้วสายป่านเกิดขาด ว่าวลอยไปตกหน้าบ้านนางแก้วหน้าม้า พระปิ่นทองตามมาขอคืน นางก็ยื่นข้อเสนอว่าต้องสัญญาจะรับนางไปเป็นมเหสีในวังจึงจะคืนว่าวให้ พระปิ่นทองก็แสร้งรับปากเพื่อหลอกเอาว่าวคืน นางแก้วรอแล้วรอเล่า ก็ไม่เห็นมีใครมารับ ก็ขอให้พ่อแม่ช่วย พ่อแม่ก็ไปให้ ท้าวภูวดลพ่อพระปิ่นทองทราบเรื่องก็พิโรธ แต่พระมเหสีนันทามีความยุติธรรม ก็ให้ไปรับนางแก้วเข้าวัง เพราะถือว่ากษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ ซึ่งเมื่อนางแก้วเข้าวังแล้วก็ไปทำเรื่องต่างๆ นานา แม้ท้าวภูวดลและพระปิ่นทองจะพยายามหาทางกำจัดนางด้วยการให้ไปเอาเขาพระสุเมรุมา นางก็นำมาได้ และยังได้พบฤษีช่วยถอดหน้าม้าให้กลายเป็นสาวสวย ซึ่งเนื้อเรื่องยังดำเนินไปอย่างสนุกสนานเต็มไปด้วยความเก่งกาจของนางแก้วหน้าม้าที่ได้ของวิเศษมาจากฤษี จนท้ายที่สุดก็ได้จบด้วยความสุข ซึ่งเมื่อเอ่ยถึงนางแก้วหน้าม้า มักจะหมายถึงหญิงที่มีนิสัยหรือกิริยาไม่เรียบร้อย กระโดกกระเดก ซึ่งบางทีก็เรียกว่า ม้าดีดกะโหลก

๑. บทบาท

๑.๑ บทบาทในการดำเนินเรื่อง

มีบทบาททางด้านการรบ  สวมบทบาทเป็นแม่ทัพ,  ผู้นำทัพได้  นางมีจิตใจที่งดงาม  (ไม่ใช่หน้าตาที่สวยงามอย่างเรื่องอื่นๆ)  ซ่อนอยู่ใต้หน้าม้าอัปลักษณ์ซึ่งในที่สุดก็สามารถใช้ความดีชนะใจเจ้าชาย

เรื่องแก้วหน้าม้านี้ผู้แต่งเน้นให้ตัวละครมีบทบาททางด้านการรบ  ตัวละครสามารถสวมบทบาทเป็นแม่ทัพหรือผู้นำทัพได้  นั่นคือผู้หญิงมิได้เป็นแต่เพียงช้างเท้าหลังเท่านั้น  ในบางกรณีผู้หญิงอาจจะมีความสามารถเหมือนผู้ชาย  ซึ่งทำให้เรื่องแก้วหน้าม้ามีความน่าสนใจยิ่งขึ้น

๑.๒ ชะตาชีวิต

แก้วเกิดมาหน้าตาอัปลักษณ์คล้ายกับม้า ถูกเพื่อนล้ออยู่ทุกวัน และยังมีฐานะยากจนซึ่งเป็นเคราะห์กรรมของนาง

บัดนั้น                                                  นางแก้วสัปดนคนไพร่

หน้าตาเหมือนม้ามโนทัย                                     เข็ญใจที่สุดบุตรยายตา

(แก้วหน้าม้า : 4)

ผู้แต่งสะท้อนให้เห็นว่า  ถึงแม้ว่าผู้หญิงที่เกิดมาจะมีหน้าตาไม่งดงามหรือฐานะต่ำต้อยก็สามารถปรับเปลี่ยนสถานภาพความเป็นอยู่ของตนเองได้  หากมีความรู้ความสามารถ     

๒. รูปโฉม

เป็นตัวละครที่มีรูปร่างอัปลักษณ์  คือ  หน้าเป็นม้าและมีกิริยากระโดกกระเดก  ดังนี้

บัดนั้น                                                           นางแก้วสัปดนคนไพร่

หน้าตาเหมือนม้ามโนทัย                                     เข็ญใจที่สุดบุตรยายตา

(แก้วหน้าม้า : 4)    

แก้วหน้าม้าแม้จะมีหน้าตาอัปลักษณ์เป็นที่รังเกียจของผู้พบเห็น  สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นได้ว่าผู้แต่งมิได้มุ่งเน้นที่ความงดงามของนาง  เพราะต้องการสื่อนัยเรื่องการมองคนแต่เพียงรูปร่างภายนอกโดยไม่ได้ดูความดีภายใน

๓. ลักษณะนิสัย

มีนิสัยชอบยั่วล้อประชดประชัน,  กระโดกกระเดก  เช่นตอนที่….

พระนางนันทาสั่งให้พวกเสนาไปรับนางแก้วเข้ามาอยู่ในวัง  ครั้นเห็นไม่มีวอทองมารับสมกับตำแหน่งว่าที่สะใภ้หลวง  นางแก้วหน้าม้าก็เล่นตัวไม่ยอมไป  จนในที่สุดได้นั่งชูคอในวอทองเข้าวังสมกับที่คุยอวดชาวบ้านไว้ ก่อนไปนางแก้วจัดแจงแต่งตัวซะเพริศพริ้ง...

ฉวยกะโหลกตักน้ำจนคว่ำโอ่ง            มารดลงซู่ซู่ทั้งหูหัว

แล้วเอาส้มขัดกายให้หายมัว                        ตลอดทั่วเกศาจนฝ่าตีน

ขมิ้นผงลงละลายเป็นหลายอ่าง                     ทาตัวนางเทรดจนหมดสิ้น

ดูเป็นคราบอาบกายลายทมิฬ                      แล้วเอาดินสอพองผัดรองพักตร์             

สิ้นห้าแผ่นผัดหน้าหนาสักนิ้ว                       นางวาดคิ้วกันผมให้สมศักดิ์

แล้วนุ่งผ้าแดงเทศวิเศษนัก                          ภูษายักสอดห่มสีชมพู

แล้วสวมใส่แหวนก้อยพลอยกระจก               ทองเนื้อหกห่อหุ้มทำตุ้มหู

แต่งตัวเสร็จโสภาเหมือนหมาจู                     พวกคนดูกลั้นสรวลสำรวลกัน

พวกชาววังที่มารับเห็นนางแก้วแต่งตัวเหมือนคนไม่เต็มเต็งต่างพากันหัวเราะแกล้งยอว่างดงามราวนางฟ้านางสวรรค์  เล่นเอานางแก้วตัวลอยกระโดกกระเดกเหมือนม้าพยศจนเหยียบเอาคุณท้าวผู้มาเชิญเข้าอย่างไม่ตั้งใจเลยโดนเหน็บเข้าให้ว่า.....

“คุณท้าวนางต่างว่าพญาหญิง                     ข่าวดีจริงกิริยาน่าฉิบหาย” 

นางแก้วเห็นว่าชักจะเล่นเกินเลยไปหน่อยก็เข้าไปกราบขอโทษ  กล่าวลาบิดามารดาแล้วกระโดดขึ้นวอนั่งชูคอให้คนหาบเข้าวัง  พอมาถึง  ท้าวภูวดลกับพระปิ่นทองเห็นรูปร่างหน้าตาการแต่งตัวอีกทั้งกิริยามารยาทที่นางแก้วแกล้งทำกระโดกกระเดกก็อดรนทนไม่ได้ต้องหนีหน้าไป 

ผู้แต่งต้องการให้ตัวละครแก้วหน้าม้ามีความน่าสนใจเป็นที่จดจำของผู้อ่าน  และมีความสนุกสนานในการดำเนินเรื่อง

๔. สติปัญญา/ ความสามารถ

ความเก่งกล้าสามารถของนางแก้วหน้าม้านั้นถูกปรุงแต่งมาจากของวิเศษที่นางได้รับมาจากพระฤาษี  ได้แก่  เรือเหาะ  และพร้าโต้  ซึ่งของวิเศษสองอย่างนี้ทำให้นางแก้วหน้าม้าสามารถทำสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ให้มีความเป็นไปได้  เช่น  การนั่งเรือเหาะไปสถานที่ต่าง  ๆ  ด้วยความรวดเร็ว  การใช้พร้าโต้แปลงกายเป็นมาณพและการใช้พร้าโต้เนรมิตศรเพื่อใช้เป็นอาวุธรบกับยักษ์พาลราชได้อย่างเก่งกาจ 

ผู้แต่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงมีความสามารถเป็นแม่นำทัพออกสงครามได้   และยังมีมีวิชาความรู้  มีความสามารถ  และมีสติปัญญา  สามารถจะช่วยเหลือตนเองให้รอดพ้นจากอันตรายต่างๆ  ได้ในยามคับขัน

นางแก้วหน้าม้ามีลักษณะกำเนิดที่ผิดธรรมชาติเพียงลักษณะทางกาย  คือ  หน้าเหมือนม้าทำให้เป็นที่รังเกียจของผู้พบเห็น  การที่นางแก้วหน้าม้ามีหน้าและลักษณะท่าทางเหมือนม้าไม่เหมือนคนปกติทั่วไป  ทั้งที่นางก็เป็นผู้มีคุณธรรมความดีนั้น  เพราะต้องการสื่อนัยเรื่องการมองคนแต่รูปร่างภายนอกโดยไม่ได้ดูความดีภายใน  ทั้งยังต้องการสื่อถึงความพยายามของตัวละครที่ต้องพิสูจน์ความดีความสามารถของตนแม้จะต้องพบอุปสรรคใด  ๆ  ก็ตาม  แต่สุดท้ายนางก็ได้พิสูจน์ถึงความเป็นผู้มีบุญบารมีซึ่งทำให้นางรอดพ้นจากภยันอันตรายต่าง  ๆ  และได้เป็น  “นางเมือง”   ที่สุขสมหวังในชีวิตถึงแม้ว่าผู้หญิงที่เกิดมาแล้วมีหน้าตาไม่สวยงามหรือฐานะต่ำต้อยก็สามารถเปลี่ยนฐานะความเป็นอยู่ของตนเองได้หากมีความรู้ความสามารถ                ทั้งหมดนี้น่าจะสะท้อนให้เห็นได้ว่าผู้หญิงมิได้มีรูปงามเพียงอย่างเดียว  แต่สิ่งที่จะทำให้ผู้หญิงมีคุณค่าก็คือ  สติปัญญาความสามารถ  กล่าวได้ว่าเป็นการงามอย่างมีคุณค่า

 

นางมโนราห์ จากวรรณคดีไทย เรื่องพระสุธน – มโนราห์

พระสุธน – มโนราห์ เป็นนิทานพื้นบ้านของไทย ที่นำมาจากชาดกได้นำมาเป็นวรรณคดีประกอบละครนอกในสมัยอยุธยา เป็นเรื่องความรักแท้ที่ไม่ยอมแพ้แก่อุปสรรคใดๆ และตัวด้วยสัญญาแห่งความรักที่มั่นคง ถึงแม้จะต่างเผ่าพันธุ์ แต่อยู่ด้วยกันได้ ด้วยความเห็นอกเห็นใจเอื้ออาทรต่อกันระหว่างพระสุธน ซึ่งเป็นมนุษย์ กับนางมโนราห์ ซึ่งเป็นกินรี ที่พรานบุญจับมาถวาย ตอนเด่นของเรื่องเป็นตอนที่นางมโนราห์ ถูกกลั่นแกล้งใส่ความจนต้องถูกจับไปบูชายัญ แต่นางหลอกขอปีกขอหางบินหนีรอดไปได้ เมื่อพระสุธนกลับมารู้ข่าวก็รีบตามนางไปแม้หนทางนั้นจะยากลำบาก ในที่สุดก็สามารถตามนางคืนมาได้

๑. บทบาทของนางมโนราห์

๑.๑ การดำเนินเรื่อง

นางมโนราห์เป็นตัวดำเนินเรื่องที่สำคัญที่สุด  นางนั้นเป็นนางเอกของเรื่อง และเรื่องก็เกิดจากนางที่ถูกพรานบุญจับตัวมาถวายแก่พระสุธน และนางยังถูกคนที่ไม่ชอบกลั่นแกล้งอีก จึงทำให้คนรักต้องออกตามหาแล้วในที่สุดก็อยู่อย่างมีความสุข

๑.๒ ชะตาชีวิตของนางมโนราห์

นางมโนราห์มีชะตาชีวิตที่น่าสงสารตั้งแต่เริ่มที่ถูกพรานบุญจับตัวมา นางต้องพลัดพรากจากบิดามารดา แล้วยังต้องพลัดพรากจากชายผู้เป็นที่รัก ถือว่านางต้องมีความทุกข์ก่อนที่จะมีความสุข  ดังความตอนที่นางมโนราห์เศร้าโศกเสียใจกับการที่จะต้องพลัดพรากจากพระสุธน  อันเนื่องจากพระสุธนต้องเสด็จไปทำการศึกว่า

สุรางคนางค์    

สุธนภูธร        น้อมเศียรยอกร          รับพระชนนี

มโนห์ราขยาย            คลายมวยเกศี            เช็ดบาทสามี             โศกีร่ำไร

ซบเศียรพักตรา          ลงกับบาทา               ชลนาหลังไหล

ฝ่ายพระสามี             สุดที่อาลัย                ยอกรลูบไล้               สัมผัสปฤษฎางค์

สมเด็จมารดา            มีพระวาจา               ประโลมปลอบพลาง

เจ้าอย่าโศกา             ลูกยาเป็นลาง            เงยพักตร์ขึ้นบ้าง        ให้สร่างโศกี

(สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยครูเพชรบุรี, หน้า ๖๗)

จากคำประพันธ์ข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความทุกข์ที่เกิดจากพลัดพรากจากคนรัก ดังที่นางมโนราห์ได้แสดงความเศร้าโศกเสียใจที่พระสุธนผู้เป็นสามีจะต้องจากนางไปเพื่อทำการศึก

จากที่มีผู้วิเคราะห์ไว้ดิฉันมีความเห็นตรงกับผู้วิเคราะห์เพราะการที่ต้องจากคนรักนั้นก็ต้องเสียใจเป็นเรื่องธรรมดา จากบทประพันธ์ข้างจะเห็นถึงประเพณีอย่างที่นางมโนราห์แสดงให้เห็นคือ การที่เอาผมมาลูบที่เท้า ซึ่งถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่ง ประเพณีนี้จะปรากฏในวรรณคดีเรื่องอื่นด้วย เช่น สังข์ทอง อิเหนา พระเวสสันดรชาดก ลิลิตพระลอ เป็นต้น ชะตาชีวิตของนางมโนราห์นี้ชั่งน่าสงสารเหลือเกิน ถ้าดิฉันเป็นนางมโนราห์แล้วคงจะเสียใจมากๆ เลยทีเดียว

๒.รูปโฉมของนางมโนราห์

มโนราห์เป็นหญิงสาวที่มีโฉมงดงาม ดังที่กวีได้กล่าวชื่นชมความงามของนางมโนราห์โดยผ่านนางจันทเทวีว่า

กาพย์ยานี ๑๑

พระองค์สองกษัตรา              มีโสมนัสเสน่หา

พิศโฉมมโนห์รา                             ยิ่งหยาดฟ้าลงมาดิน

สมเด็จพระเจ่าแม่                          ตั้งตาแลเร่งถวิล

ดังจะกล้ำกลืนกิน                           โฉมเฉิดฉินพ้นพรรณนา

ตรัสถามถึงเค้ามูล                          นางกราบทูลแต่หลังมา

ได้ฟังพระวาจา                              สุรเสียงเพระชอบพระทัย

แสนสวาทของมารดา                      ปลื้มวิญญาณ์ยอดพิสมัย

เชิญองค์อรทัย                              เข้ามาใกล้ลูบปฤษฎางค์

พิศเพ่งผิวพักตรา                           วรกายาลักษณะนาง

พระองค์ทรงสำอาง                         ผิวเปรียบยังดอกมณฑา

รูปร่างนางที่สุด                             ล้ำมนุษย์เลิศเลขา

สมเด็จพระมารดา                          ชมกัลยาไม่อิ่มใจ

(สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยครูเพชรบุรี, หน้า ๔๙)

จากคำประพันธ์ข้างต้น  แสดงให้เห็นถึงความงามของนางมโนราห์ ซึ่งเห็นได้จากคำประพันธ์ดังนี้ พระอาทิตยวงศ์และนางจันทเทวี ที่มีความชื่นชมรักใคร่นางมโนราห์ และได้ชมความงามของนางมโนราห์ว่างามเหลือเกินยิ่งหยาดฟ้าลงมาดิน นางจันทเทวี ชมนางมโนราห์ว่างามทั้งเสียง และรูปโฉมของนาง ถึงกับบอกว่าชมอย่างไรก็ไม่ครบสักทีเพราะว่านางงาม       เหลือคำบรรยาย

จากที่มีผู้วิเคราะห์ไว้ดิฉันมีความเห็นตรงกับผู้วิเคราะห์เพราะนางมโนราห์ นั้นงามมาก  วรรณคดีทุกเรื่องนางเอก         จะต้องมีความงามเป็นพิเศษ งามที่สุดในเรื่องเช่น นางบุษบา ยังงามมากจนผู้ที่พบเห็นยังสลบเลย นางมัทนาก็ยังงามมาก จนกระทั่งเทพยังหลงรัก  เป็นต้น

๓. ลักษณะนิสัยของนางมโนราห์

๓.๑ ความรัก และความสัตย์

เห็นได้จากพฤติกรรมของนางมโนราห์ ดังความตอนที่นางมโนราห์กล่าวสั่งเสียถึงพระสุธนกับนางจันทเทวีก่อนที่จะบินไปจากการถูกจับบูชายัญว่า

กาพย์ยานี

อันเกล้ากระหม่อมฉัน                     จะปฏิญาณอย่าสงสัย

จากฝ่าพระบาทไป                          จนบรรลัยไม่คิดปอง

ไม่ร่วมเสน่หา                               ภัสดาจนถึงสอง

มิให้ชายใดครอง                            สัมผัสต้องพระกายา

อันนอกจากพระองค์                       มิได้ปลงเสน่หา

ขอเป็นบริจา                                 กับราชาทุกชาติไป

(สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยครูเพชรบุรี, หน้า ๙๐)

จากคำประพันธ์ข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความรัก และความซื่อสัตย์ของนางมโนราห์ เห็นได้จากที่นางมโนราห์ปฏิญาณตนว่า จะไม่ของครองคู่กับชายอื่นใดนอกเสียจากพระสุธนและขอเป็นพระมเหสีของพระสุธนทุกชาติไป นับว่าเป็นจารีตนิยมอย่างหนึ่งของนางในวรรณคดีไทยโดยทั่วไปที่เป็นคุณสมบัติอันพึงประสงค์ของหญิงไทยในสังคมไทยในสังคมสมัยโบราณ

จากที่มีผู้วิเคราะห์ไว้ดิฉันมีความเห็นตรงกับผู้วิเคราะห์แต่ไม่ทั้งหมดในเรื่องของผู้หญิงไทยที่มีความซื่อสัตย์ต่อสามีในสังคมสมัยโบราณ  ดิฉันคิดว่าหญิงไทยที่มีความซื่อสัตย์ต่อสามีในสังคมไม่ได้มีแต่สมัยโบราณ ในปัจจุบันก็ยังมีอยู่ อย่างเช่น ดิฉันคนหนึ่งที่มีความคิดเดียวกับมโนราห์ในเรื่องนี้                         

๓.๒ ความกตัญญูของนางมโนราห์

เห็นได้จากพฤติกรรมของมโนราห์ ดังความตอนที่นางถูกพรานบุญจับและคร่ำครวญ
ถึงมารดาว่า

กาพย์สุรางคนางค์

สงสารมารดา            จะเสวยชลนา            เป็นนิจนิรันดร์

โศกถึงลูกรัก              กลัวจักอาสัญ            เห็นทีชีวัน                ชีพไม่มีใน

เมื่อจรลี                   เบญจางค์ดุษฎี           สามทีคลาไคล

พิลาปร่ำสั่ง               ฟากฝั่งสระใหญ่         ทุกเทพอยู่ใน             ป่าระหงดงดาน

ได้โปรดเกศา                       พระแม่ตามมา           ช่วยบอกข่าวสาร

ว่าข้ามโนห์รา            ลาไปกับกับพราน        ถ้ายังโปรดปราน         ให้เร่งตามไป

(สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยครูเพชรบุรี, หน้า ๓๑)

จากคำประพันธ์ข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความกตัญญูของนางมโนราห์ ที่มีต่อมารดาของตน เพราะว่าตัวถูกจับ แต่ยังคิดถึงแม่ ยังเป็นห่วงแม่กลัวแม่จะมาตามหา นางก็เลยฝากเจ้าป่าเจ้าเขาได้ให้ช่วยบอกลาแม่ของนาง เมื่อออกมาตามหานาง

จากที่มีผู้วิเคราะห์ไว้ ดิฉันมีความเห็นตรงกับผู้วิเคราะห์ เพราะนางมีความกตัญญูต่อมารดาของตน ดิฉันจึงอยากให้ทุกคนในสังคม มีความกตัญญูเหมือนนางมโนราห์ สังคมจะได้ดีขึ้น แล้วจะไม่เกิดปัญหา เช่น เรื่องคนชราถูกทอดทิ้งให้ไปอยู่สถานสงเคราะห์

๓.๓ การรู้จักให้อภัยของนางมโนราห์

เห็นได้จากพฤติกรรมของนางมโนราห์ดังความตอนที่นางมโนราห์ได้ให้อภัยแก่ พระอาทิตยวงศ์ผู้ที่เคยคิดร้ายต่อนางมาก่อนว่า

กาพย์สุรางคนางค์

ฝ่ายองค์ราชา   อาทิตยวงศา              ผู้รุ่งรัศมี

เอื้อนอรรถวาจา                   ว่าแก่เทวี                  ลูกเอยพ่อนี้               จะขอษมา

ฟังประโรหิต                       บิดาได้ผิด                จงอดโทษา

แต่นี้สืบไป                          มิให้อะนา                 ฝ่ายนางมโนห์รา         ก็ไม่ถือใจ 

(สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยครูเพชรบุรี, หน้า ๑๘๐-๑๘๑)

จากคำประพันธ์ข้างต้นแสดงให้เห็นถึงการรู้จักให้อภัยผู้อื่น  ดังเห็นได้จากการที่พระอาทิตยวงศ์มาขอขมาโทษนางมโนราห์ และนางมโนราห์ได้ให้อภัย และไม่ถือโทษโกรธเคืองพระอาทิตยวงศ์ที่เคยคิดร้ายต่อนางมาก่อน

จากที่มีผู้วิเคราะห์ไว้ ดิฉันมีความเห็นตรงกับผู้วิเคราะห์ เพราะการให้อภัยนั้นเป็นสิ่งที่ดี แล้วก็จะคนรักเรามากขึ้น การที่มีคนรักดีกว่ามีคนเกลียดชัง

๓.๔ ความรักนวลสงวนตัวของนางมโนราห์

เห็นได้จากพฤติกรรมของนางมโนราห์ดังความตอนที่นางมโนราห์ไม่ยอมให้พรานบุญถูกเนื้อต้องตัวนางในขณะที่พรานบุญกำลังจะจับนางขึ้นจากสระน้ำว่า

กาพย์สุรางคนางค์

นายพรานเห็นช้า        ลงไปจะไปคว้า           กรนิรมล

ยังยืนอยู่ไย                         ไม่ขึ้นมาบน              เห็นว่าจะพ้น              มือแล้วหรือไร

นางว่าพี่เอ๋ย                        อย่าต้องน้องเลย         ข้าจะขึ้นไป

เหม็นสาบพี่นัก                    ปิ่มจะขาดใจ             ให้พรานถอยไป          ทรามวัยขึ้นมา

(สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยครูเพชรบุรี, หน้า ๒๘)

จากคำประพันธ์ข้างต้นแสดงให้เห็นถึง นางมโนราห์เป็นหญิงที่รู้จักรักนวลสงวนตัว ไม่ยอมให้ชายแปลกหน้ามาถูกเนื้อต้องตัว นางได้หาข้ออ้างว่าตัวพรานบุญนั้นเหม็นสาบจนเป็นลมตายนี่ถือเป็นอุบายอย่างหนึ่งด้วย

จากที่มีผู้วิเคราะห์ไว้ ดิฉันมีความเห็นตรงกับผู้วิเคราะห์ เพราะผู้หญิงควรรักนวลสงวนตัวไว้ เป็นสิ่งสำคัญแก่ผู้หญิง  ทุกคนอยู่แล้ว คนสมัยโบราณ ถ้ามีการถูกเนื้อตัวตัวกันที่มิใช่บิดาหรือญาติพี่น้องแล้วก็ถือว่าผิดผี แต่คนไทยสมัยปัจจุบัน  ไม่ค่อยถือเรื่องนี้แล้ว

๓.๕ ความอ่อนน้อมถ่อมตนของนางมโนราห์

เห็นได้จากพฤติกรรมของนางมโนราห์ดังความตอนที่นางมโนราห์ ไม่ถือตนเป็นลูกกษัตริย์ รู้จักมีสัมมาคาระ ต่อผู้อาวุโสกว่า ว่า  

กาพย์สุรางคนางค์

ทุกวันตัวนี้      เจียมจิตสุดที่             ไม่ถือยศถา

กรรมพลัดพรากวงศ์    ฝากฝังกายา              ไม่คิดเลยนา              เป็นคนใจดี

ผู้ใดมาหา                 อายุสูงกว่า                เรียกว่าน้าพี่

ครั้นเรียกลุงป้า           น้าอาก็มี                  ไม่หยาบย่ำยี             หยาบช้าแก่ใคร

เสงี่ยมเจียมองค์         ไม่คิดยศยง               เย่อหยิ่งสิ่งใด

หมายฝากสังขาร         ทั่วทุกคนไป              ควรหรือยังไม่            รอดตายวายชนม์

(สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยครูเพชรบุรี, หน้า ๘๔) 

จากคำประพันธ์ข้างต้นแสดงให้เห็นว่านางมโนราห์มีความอ่อนน้อมถ่อมตน นางไม่ถือตนว่าเป็นลูกของกษัตริย์ ดังเห็นได้จากนางมโนราห์เรียกผู้ที่อายุสูงกว่าว่า พี่ ลุง ป้า น้า อา ซึ่งแสดงให้เห็นว่านางมีความรู้จักให้เกียรติและมีสัมมาคาระต่อผู้อาวุโสกว่า

จากที่มีผู้วิเคราะห์ไว้ ดิฉันมีความเห็นตรงกับผู้วิเคราะห์ เพราะการอ่อนน้อมถ่อมเป็นที่คนไทยมีกันอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับคนคนนั้นจะนำมาใช้หรือไม่ แต่ตัวดิฉันนั้นนำมาใช้แน่นอน               

๓.๖ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของนางมโนราห์

เห็นได้จากพฤติกรรมของนางมโนราห์ดังความตอนที่นางมโนราห์ได้แบ่งปันข้าวของตอบแทนให้แก่ผู้ที่นำข้าวของมาถวายให้ตนในงานอภิเษกสมรสว่า

กาพย์สุรางคนางค์

ส่วนนางมโนราห์        พลัดบ้านเมืองมา        มิได้ราคี

ของเมืองโน้นให้                   ตอบไปตามนี้            มากน้อยถอยที           ตอบไปแทนมา

สารพัดข้าวของ                    แก้วแหวนเงินทอง       มูนมองเหลือตรา

ของเมืองเขาให้                    ของใต้ตอบมา           ของท้าวพระยา        ตอบแทนเศรษฐี

ของถวายด้วยกัน                  เอาของเมืองนั้น         ตอบแทบเมืองนี้

ตามน้อยตามยาก                 ตามมากตามมี           มิให้เสียที                          ที่เขาเข้ามา

(สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยครูเพชรบุรี, หน้า ๕๖)

จากคำประพันธ์ข้างต้นแสดงให้เห็นถึงนางมโนราห์ที่มีจิตใจงดงาม มีความเอื้อเฟื่อเผื่อแผ่ต่อคนอื่น นางได้แบ่งปันข้าวของตอบแทนให้แก่ผู้ที่นำข้าวของมาถวายให้แก่นางในงานอภิเษกสมรส

จากที่มีผู้วิเคราะห์ไว้ ดิฉันมีความเห็นตรงกับผู้วิเคราะห์ เพราะการที่นางมโนราห์มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนอื่น ก็ทำให้ผู้คนรักใคร่นางเป็นอย่างมาก ถ้าคนไทยสมัยปัจจุบันมีความคิดเหมือนนางมโนราห์สังคมได้จะหน้าอยู่แค่ไหน

๔. สติปัญญา ความสามารถของนางมโนราห์

๔.๑ สติปัญญา (มีเหตุผล)

เห็นได้จากพฤติกรรมของนางมโนราห์ดังความตอนที่นางมโนราห์ได้หาเหตุผลมาหว่านล้อมพรานบุญเพื่อให้ปล่อยตนไปว่า

กาพย์สุรางคนางค์

พี่พาข้าไป       ถวายแก่ท้าวไท          เห็นไม่ได้การ

ถ้าสงค์สมปอง            ได้ของประทาน          ไม่ชอบใจท่าน           พี่พรานเสียที

บาปกรรมเปล่าเปล่า    มาพรากลูกเขา           จากแม่พาหนี

เวราฆ่าเนื้อ                        ก็เหลืออเวจี              ยิ่งทำเช่นนี้               พี่คิดผิดไฉน

นี่แน่พี่พราน              ถึงของประทาน          จะได้เท่าไหร่

เครื่องทรงกายา          ของข้าจะให้              อย่าพาข้าไป              เลยหนาพี่อา

ปล่อยน้องครั้งนี้         ยิ่งกว่าหม่อมพี่           ปล่อยนกปล่อยปลา

ทั้งคุณก็คุณ               โดยบุญหนักหนา        ทั้งเวรเวรา                เบื้องหน้าไม่มี

ทั้งของก็ได้               ชั่วช้าอะไร                เอาไปเถิดพี่

ล้วนดวงจินดา           ควรค่าบุรี                 แก้วหาราคี               ที่มีราคา

(สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยครูเพชรบุรี, หน้า ๒๙)

จากคำประพันธ์ข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความมีสติปัญญา ซึ่งเห็นได้จากคำพุดของนางมโนราห์ในการหว่านล้อมพรานบุญ โดยการยกเอาเหตุผลต่างๆ เช่น เรื่องบุญบาปมาล่อใจให้พรานบุญปล่อยนาง หรือการใช้ทรัพย์สินของนางเป็นเครื่องล่อใจให้พรานบุญตกลงใจยอมปล่อยตน และการอ้างเหตุผลว่าหากพรานบุญนำไปถวายท้าวไทแล้วท่านไม่ทรงโปรดก็จะเสีย   การเปล่า สู้เอาทรัพย์สินของนางไปแทนทั้งของก็ได้ แล้วยังจะได้บุญอีก ซึ่งการใช้เหตุผลและยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนมีเหตุผล รู้จักใช้สติปัญญาในการแก้ไขได้เป็นอย่างดี

๔.๒ สติปัญญา (เฉียบแหลม)

นางมโนราห์เป็นผู้ที่มีสติปัญญาความปราดเปรื่องเฉียบแหลม รู้จักพิจารณาไตร่ตรองสิ่งต่างๆ ได้อย่างรอบคอบ รู้จักใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี เป็นคนที่มีเหตุผล ดังความตอนที่นางได้ใช้สติปัญญาในการคิดอุบายเพื่อหนีเอาตัวรอดจากการถูกจับบูชายัญว่า

กาพย์สุรางคนางค์

ส่วนนางมโนราห์        ตรึกด้วยปัญญา         จะมานิ่งตาย

จะคิดผ่อนปรน                    ด้วยกลอุบาย             กราบถวาย          สมเด็จมารดา

ชีพจะปลดปลง                    จะของแต่องค์            เสียจนหนักหนา

ของเครื่องประดับ                 สำหรับองค์มา            ขอพระมารดา     จงได้โปรดปราน

ของข้าทั้งนี้                         บิดาชนนี                  ประทานแก่ฉัน

ขอมาอภิวาท             ต่างบาทบทมาลย์        ถ้าลูกสิ้นปราณ     ได้คิดตัวไป

สมเด็จชนนี                        ได้ฟังเทวี                 ไม่มีสงสัย

กุญแจไขหีบ                      รีบเบิกทันใจ             เอาปีกหางให้        ศรีสะใภ้ด้วยดี

(สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยครูเพชรบุรี, หน้า ๘๖-๘๗)

จากคำประพันธ์ข้างต้น แสดงให้เห็นถึงการใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของนางมโนราห์ได้อย่างดี ซึ่งนางมโนราห์ได้ใช้อุบายขอปีกหาง และเครื่องประดับว่า เพื่อมาแต่งองค์
และเป็นสิ่งที่บิดามารดาประทานมาให้ ทั้งนี้เพื่อนำมากราบไหว้แทนตัวบิดามารดาก่อนตาย  ซึ่งนางจันทเทวีก็มอบปีกหางให้นางมโนราห์ทันที

๔.๓ สติปัญญา (รอบคอบ)

การรู้จักใช้สติปัญญาในการไตร่ตรองปัญหา และความรอบคอบยังปรากฏในความตอนที่นางมโนราห์ได้ทูลขอตามเสด็จพระสุธนไปยังเมืองอุดรปัญจาล์เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าพระสุธนได้เดินทางตามหานางจนสำเร็จจริง ดังคำประพันธ์ว่า

กาพย์สุรางคนางค์

อนึ่งเล่าราชา             เมื่อแรกจะมา            ตามข้าบทศรี

ยอมตรัสประภาษ                 แก้ราชเสนี                ไปได้เทวี                  จึงมาเวียงชัย

มีเพียงมานะ                       ความอุตสาหะ           อุตส่าห์มาได้

สมควรปรารถนา                  ไม่พาข้าไป                จะได้อันใด               เอาไปเจรจา

กลับไปเปล่าเปล่า                 เสนาเข้าเฝ้า              เขาจะครหา

ถึงจะบอกใคร                     ว่าได้มโนห์รา            เป็นแต่วาจา              ไม่มาเห็นจริง

(สมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยครูเพชรบุรี, หน้า ๑๗๑)

จากคำประพันธ์ข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบของนางมโนราห์ได้ชี้แจงให้  พระสุธนคล้ายตาม โดยการอ้างเหตุผลให้พระสุธนฟังว่า หากพระสุธนไม่นำนางไปด้วยก็จะไม่มีใครเชื่อว่าพระสุธน  ได้เดินทางมาจนพบกับนางจริง เป็นเพียงแต่คำพูดไม่มีหลักฐานมายืนยัน ดังนั้นจึงควรนำนางไปด้วยเพื่อเป็นเครื่องยืนยัน 

๔.๔ ความสามารถของนางมโนราห์

นางมโนราห์มีความสามารถ คือ นางสามารถบินได้ เพราะนางเป็นกินรี นางสามารถเสกของวิเศษได้ จากตอนที่นางหนีมาจากเมืองแล้ว นางได้เสกของฝากพระฤๅษี มีดังนี้ ผ้าก้มพลกับแหวน แล้วบอกว่า ถ้าพระสุธนมาถามขอให้มอบของสองอย่างนี้ให้

จากที่มีผู้วิเคราะห์ไว้ ดิฉันมีความเห็นตรงกับผู้วิเคราะห์ เพราะนางสมารถให้สติปัญญาได้เป็นอย่าง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เพราะนางมีสติอยู่กับตัวตลอด ไม่ตื่นเต้นตกใจอะไรง่าย พูดถึงนางแล้วนั้นนางงามทั้งรูปสมบัติ และคุณสมบัติ เหมาะกับการเป็นลูกของกษัตริย์จริงๆ นางเหมาะสมที่จะเป็นนางในวรรณคดีที่สำคัญคนหนึ่ง   จากการศึกษาวิเคราะห์ตัวละคร นางมโนราห์เป็นตัวละครที่มีรูปโฉมงดงาม เกิดในชาติตระกูลสูง และมีคุณธรรมในการดำเนินชีวิต ซึ่งการสร้างตัวละครให้มีลักษณะเช่นนี้ก็เพื่อให้ตัวละครเป็นตัวแทนของความดีหรือเป็นสัญลักษณ์ของความดี เพื่อให้ผู้อ่านจะได้เลียนแบบปฏิบัติตามการกระทำที่ดีของตัวละครคือนางมโนราห์   นางมโนราห์นับได้ว่าเป็นตัวละครที่ได้สอดแทรกคติธรรมคำสอนไว้อย่างแนบเนียน ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อดำรงชีวิตแก่ผู้ที่ศึกษาได้อย่างดี แล้วยังมีแนวคิดเรื่องกฎแห่งกรรม และแนวคิดเรื่องย่อยคือ เรื่องสติปัญญาและความรอบคอบ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักแล้วเป็นทุกข์  ความกตัญญู ความรักและความซื่อสัตย์  และการรู้จักให้อภัย ซึ่งจะเห็นได้ว่าเรื่องนี้ให้คุณค่าแก่บุคคลที่ศึกษามาก และสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันของตนเองได้

 

.ประเภทรักลำบาก รักพลัดพราก จนถึงโศกนาฏกรรมรักที่ต้องสังเวยชีวิต

            มัทนพาธา

ผู้แต่ง                            พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

คำประพันธ์                    ร้อยกรองประเภทคำฉันท์

วัตถุประสงค์                  เพื่อแสดงละครพูด

ที่มาของเนื้อเรื่อง             ทรงแต่งขึ้น

เสน่ห์นางในวรรณคดี : นางมัทนา จากวรรณคดีไทย เรื่องมัทนะพาธา 

วรรณคดีเรื่องมัทนะพาธา หรือ ตำนานดอกกุหลาบของไทยเป็นบทพระราชนิพนธ์ละครพูดคำฉันท์ ๕ องค์ ในสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ตามจินตนาการที่มีพระราชดำริขึ้นในพระราชหฤทัย

มัทนะพาธา เป็นเรื่องราวของเทพธิดามัทนา นางฟ้าผู้ที่มีรูปโฉมงดงามมาก จนความงามนั้นส่งผลร้ายแก่ตนเอง ต้องถูกสาปให้จุติลงมาเกิดเป็นต้นกุหลาบต้นแรกบนโลกมนุษย์ เทพธิดา มัทนาเป็นตัวละครเอกของเรื่องที่มีความสำคัญในการดำเนินเรื่อง โดยสามารถแยกเป็นประเด็นต่างๆให้เห็นได้เด่นชัด ดังนี้

. บทบาทของเทพธิดามัทนาในมัทนะพาธา

๑.๑ บทบาทในการดำเนินเรื่อง

มัทนาเป็นตัวละครที่มีความสำคัญที่สุดในบทละครเรื่องมัทนะพาธานี้  เนื่องจากนางมีบทบาทมากในการเชื่อมโยงตัวละครอื่นๆให้เข้ามามีบทบาทในเหตุการณ์ความขัดแย้งที่มีสาเหตุมาจากความรัก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวละครในเรื่องนี้ล้วนแต่ได้รับความเจ็บปวดและเดือดร้อนเพราะความรัก โดยเฉพาะ นางมัทนาที่มีชื่อมาจากคำว่า มทน ที่มีความหมายว่าความลุ่มหลง หรือความรัก เป็นตัวละครที่ได้รับความเจ็บปวดและเดือดร้อนจากความรักมากที่สุด เพราะนางมัทนาเป็นทั้ง “ผู้รัก” และ “ผู้ถูกรัก” แต่ก็ไม่สมหวังใน “ความรัก” สาเหตุของการที่มัทนาต้องเกี่ยวพันกับความรักมากมายเช่นนี้ เพราะมัทนาเป็นนางฟ้าที่มีรูปโฉมงดงาม จนเทพบุตรสุเทษณ์ติดตาตรึงใจ และใคร่จะได้นางเป็นชายา แต่มัทนาไม่เคยสนใจสุเทษณ์ เพราะได้ตั้งปณิธานไว้ว่าจะครองคู่กับชายที่ตนรักเท่านั้น ดังที่ปรากฏในความตอนหนึ่งของเรื่องความว่า

หม่อมฉันนี้เปนผู้ถือ                                 สัจจาหนึ่งคือ

ว่าแม้มิรักจริงใจ                                               ถึงแม้จะเปนชายใด

ขอสมพาศไซร้                                                           ก็จะมิยอมพร้อมจิต

ความตั้งใจของมัทนาดังกล่าวทำให้สุเทษณ์โกรธมากเพราะเขาเฝ้าวิงวอนขอความรักจากนางเป็นเวลานานทั้งๆที่สุเทษณ์ในฐานะของหัวหน้าหรือผู้นำเหล่าเทวดาและนางฟ้าทั้งหลายอาจจะใช้อำนาจบังคับมัทนาก็ย่อมได้ แต่การที่สุเทษณ์อ้อนวอนขอให้มัทนารับรักก็เพื่อเป็นการแสดงให้-เห็นว่าเขารักมัทนาอย่างจริงใจ แต่เมื่อมัทนาปฏิเสธรักเขาโดยไม่มีเยื่อใย จึงทำให้เขาต้องใช้อำนาจสาปนางให้จุติลงมาเป็นต้นกุหลาบบนโลกมนุษย์ 

เมื่อมัทนามาเกิดเป็นต้นกุหลาบยังโลกมนุษย์และสามารถกลายร่างเป็นหญิงสาวได้เมื่อถึงคืนวันเพ็ญเป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน ทำให้นางได้มีโอกาสพบรักกับท้าวชัยเสน และกลายร่างเป็นมนุษย์โดยไม่ต้องกลับไปเป็นต้นกุหลาบอีก

ชีวิตคู่ของมัทนากับท้าวชัยเสนดำเนินไปด้วยดี จนกระทั่งท้าวชัยเสนพามัทนากลับมายัง  นครหัสตินาปุระ เมื่อความทราบถึงพระนางจัณฑีผู้เป็นมเหสีของท้าวชัยเสน พระนางจัณฑีจึงเกิดความโกรธและหึงหวงจึงวางอุบายกำจัดมัทนา

เมื่อท้าวชัยเสนหลงเชื่อกลอุบายที่พระนางจัณฑีใช้เพื่อกำจัดมัทนาแล้วจึงสั่งประหารมัทนาและศุภางค์ทหารคนสนิทของตนเพราะคิดว่าทั้งสองลักลอบเป็นชู้กัน เหตุการณ์ทุกอย่างจึงเป็นไปตามแผนการของพระนางจัณฑี แต่ทหารที่ได้รับคำสั่งให้ประหารมัทนากับศุภางค์นั้นกลับปล่อยตัวทั้งสองคนไป เพราะทราบว่าทั้งสองไม่ได้มีความผิดและถูกให้ร้าย

มัทนากลับสู่ป่าหิมะวัน และบำเพ็ญเพียรเพื่ออ้อนวอนให้สุเทษณ์ช่วยเหลือ เมื่อสุเทษณ์มาถึงก็มาขอความรักจากมัทนาอีก แต่นางปฏิเสธโดยให้เหตุผลอย่างอ่อนหวานน่าเห็นใจว่า

อันจะทรงพระกรุณา             ณ ข้าฉะนั้น,

เป็นพระคุณดนุจะพรร-                   ณ นาบได้;

หากจะมีวิถิถนัด                            บขัดหทัย,

ทั้งจะใช้ณธุระใด                           บมีระอา,

แต่จะโปรดดนุและให้                     คระไลนภา

เป็นพระบาทะบริจา-                       ริกาฉะนี้,

เกรงจะผิดพระนิติธรร-                    มะอันนะรี

เสพย์กะสองบุรุษะมี                        ฤใครจะชม?

เมื่อสุเทษณ์ได้ฟังเหตุผลรวมทั้งคำอ้อนวอนให้สุเทษณ์ช่วยให้นางได้ครองรักกับท้าวชัยเสนอีก เพราะท้าวชัยเสนเป็นชายเดียวที่นางรักและไม่คิดจะเปลี่ยนใจ คำขอของนางทำให้สุเทษณ์บันดาลโทษะ จึงได้สาปให้นางเป็นต้นกุหลาบตลอดชั่วนิรันดร

บทบาทของมัทนาที่กล่าวไว้ข้างต้นตั้งแต่เป็น “ผู้ถูกรัก” มัทนาก็เริ่มได้รู้จักความทุกข์จากความรักเพราะมัทนาไม่อาจรับรักสุเทษณ์ได้ จึงถูกสาปให้เป็นต้นกุหลาบ เมื่อมัทนาเป็น “ผู้รัก” ท้าวชัยเสน เริ่มแรกก็มีความสุขจนกระทั่งพระนางจัณฑีทราบเรื่องจึงใส่ร้ายนางด้วยความหึงหวง เพราะความรักที่พระนางจัณฑีมีต่อท้าวชัยเสน มัทนาจึงต้องเดือดร้อนเพราะความรักอีกครั้ง และเมื่อได้พบกับสุเทษณ์ที่มาขอความรักจากมัทนาอีกครั้ง แต่เมื่อมัทนาปฏิเสธอีก มัทนาจึงต้องได้รับความเจ็บปวดจากความรักครั้งที่รุนแรงที่สุด เพราะนางต้องถูกสาปให้เป็นต้นกุหลาบตลอดไป นางจึง “ไม่สมหวังในความรัก”

เมื่อพิจารณาถึงบทบาทในการดำเนินเรื่องของมัทนาในเรื่องดังที่กล่าวมาแล้วจะเห็นว่า บทบาทที่ปรากฏของมัทนามีความสัมพันธ์กับความหมายของชื่อที่ว่า ความลุ่มหลงและความรัก เพราะมัทนาทำให้    สุเทษณ์ลุ่มหลง ทำให้ท้าวชัยเสนหลงรัก และนางก็เจ็บปวดเพราะรักท้าวชัยเสน  อีกทั้งยังทำให้    พระนางจัณฑีเกิดความหึงหวงเพราะความรักที่พระนางจัณฑีมีต่อท้าวชัยเสน มัทนาจึงต้องเดือดร้อนเพราะความลุ่มหลงและความรัก ซึ่งสอดคล้องกับความหมายของชื่อ มัทนา ที่แปลว่า ความลุ่มหลง หรือความรัก นั่นเอง               

๑.๒ ชะตาชีวิต

ชะตาชีวิตของมัทนาในมัทนะพาธานั้นนับว่าน่าสงสารมาก เพราะชะตาชีวิตที่ต้องถูกทำร้ายทั้งที่นางไม่มีความผิดใดเลย เริ่มจาก

๑. การที่เทพบุตร์สุเทษณ์มีความรักใคร่ในตัวเทพธิดามัทนามาก แต่นางมัทนาไม่ใยดีต่อความรักของสุเทษณ์ สุเทษณ์จึงเกิดความทุกข์ระทมใจและเกิดความกริ้วจึงสาปให้มัทนามาเกิดเป็นกุหลาบยังโลกมนุษย์

๒. ข้ออนุญาตของคำสาปที่ให้มัทนากลายเป็นมนุษย์ได้ในคืนวันเพ็ญกลางเดือนเป็นเหตุให้ได้พบกับท้าวชัยเสนจนเกิดความรักต่อกัน ท้าวชัยเสนได้ขอและทำพิธีอภิเษกกับนางมัทนาทั้งที่ท้าวชัยเสนมีมเหสีอยู่แล้ว

๓. เมื่อท้าวชัยเสนนำนางมัทนาเข้ามายังนครแล้ว ทำให้นางจัณฑีมเหสีองค์เก่าไม่พอใจ จึงคิดหาทางกลั่นแกล้งจนทำให้ท้าวชัยเสนเข้าใจนางมัทนาผิด และเป็นเหตุให้นางมัทนาต้องออกจากเมืองไปอยู่ป่ากับพระมุนีตามเดิม ทั้งที่มัทนาไม่มีความผิดใด

๔. มัทนาได้รับความทุกข์อย่างหนักจากการวางอุบายของพระนางจัณฑี เมื่อนางกลับไปอยู่ป่านางพยายามอ้อนวอนเทพบุตร์สุเทษณ์ เพื่อขอร้องให้ช่วยดลใจท้าวชัยเสนให้มารับตัวนางกลับเข้าเมือง แต่เมื่อสุเทษณ์ลงมาจากสวรรค์กลับมาขอความรักจากนาง เมื่อนางปฏิเสธสุเทษณ์เกิดความกริ้วจึงสาปให้นางกลายเป็นต้นกุหลาบชั่วนิรันดร ท้าวชัยเสนมาถึงก็สายไปเสียแล้ว

จุดที่สำคัญของเรื่องเกี่ยวกับชะตาชีวิตของมัทนาอยู่ที่คำสาปของสุเทษณ์ ด้วยคำสาปนั้นได้มีข้ออนุญาตให้ต้นกุหลาบกลับกลายร่างเป็นมนุษย์ ได้เป็นเวลาวันหนึ่งกับคืนหนึ่งในคืนวันเพ็ญ และถ้าแม้นว่านางมัทนามีความรักใคร่ในชายใด ก็อนุญาตให้คงรูปเป็นมนุษย์อยู่ได้ตลอดไป ข้ออนุญาตนี้เป็นการให้โอกาสให้มัทนากลับกลายร่างเป็นนางงามมีชีวิตจิตใจและมีความรักได้ ฉะนั้นเมื่อได้กลายร่างเป็นมนุษย์ในคืนวันเพ็ญและได้พบกับท้าวชัยเสนความรักก็บังเกิดขึ้น ด้วยข้ออนุญาตในคำสาปของสุเทษณ์นี้เอง ทำให้ชะตาชีวิตของมัทนาดำเนินต่อไปจนถึงตอนจบของเรื่องซึ่งเป็นแบบโศกนาฏกรรม

ชะตาชีวิตของมัทนานี้ดำเนินไปตามชะตากรรมที่มีสาเหตุมาจากความลุ่มหลงและความรัก
ชะตากรรมที่มีสาเหตุมาจากความลุ่มหลงก็คือ ตอนที่สุเทษณ์เกิดความลุ่มหลงในความงามของมัทนา แต่มัทนาไม่รักตอบ มัทนาจึงถูกสาปให้มาเกิดเป็นกุหลาบยังโลกมนุษย์ ทั้งที่มัทนาไม่มีความผิด

ชะตากรรมที่มีสาเหตุมาจากความรัก ก็คือ ด้วยความรักของพระนางจัณฑีที่มีต่อท้าวชัยเสน จึงเกิดความหึงหวง และเกิดความอิจฉาริษยาจนต้องวางอุบายใส่ร้ายมัทนา จนเป็นเหตุให้มัทนาต้องถูกสั่งประหารชีวิตทั้งที่นางไม่มีความผิด                และด้วยความรักที่มั่นคงของมัทนาที่มีต่อท้าวชัยเสน ก็เป็นเหตุให้มัทนาต้องถูกสาปเป็นต้นกุหลาบชั่วนิรันดร

จะเห็นได้ว่าทั้งที่มัทนาไม่ได้มีความผิดใดเลยแต่ชะตาชีวิตก็ดำเนินไปตามชะตากรรมที่ผู้อื่นเป็นผู้ลิขิตและทำร้าย โดยที่ทุกอย่างมีสาเหตุมาจาก ความลุ่มหลงและความรักนั่นเอง

๒. รูปโฉมหรือความงดงามของเทพธิดามัทนาในมัทนะพาธา

เมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอก เทพธิดามัทนาเป็นนางที่งามเลิศเหนือกว่านางใดใน สามโลก โดยพิจารณาจากเนื้อเรื่องตอนที่สุเทษณ์ให้คนสนิทของตนไปวาดรูปหญิงงามทั้งเมืองสวรรค์ เมืองมนุษย์ และเมืองบาดาล มาให้สุเทษณ์ดูแต่เมื่อสุเทษณ์ดูแล้วก็กล่าวว่าไม่มีนางใดใน  ทั้งสามโลกที่มีความงดงามเทียบเท่ากับมัทนาได้ โดยกวีได้พรรณนาบุคลิกลักษณะของมัทนาไว้  ตอนหนึ่งว่า

งามผิวประไพผ่อง                 กลทาบศุภาสุพรรณ,

งามแก้มแฉล้มฉัน                          พระอรุณแอร่มละลาน,

งามเกศะดำขำ                              กลน้ำณท้องละหาน,

งามเนตร์พินิศปาน                         สุมณีมะโนหะรา;

งามทรวงสล้างสอง                         วรถันสุมนสุมา-

ลีเลิศประเสริฐกว่า                          วรุบลสะโรชะมาศ;

งามเอวอนงค์ราว                           สุระศิลปิชาญฉลาด

เกลากลึงประหนึ่งวาด                     วรรูปพิไลยพะวง;

งามกรประหนึ่งงวง                         สุระคชสุเรนทะทรง,

นวยนาฏวิลาศวง                            ดุจะรำระบำระเบง;

แสดงให้เห็นว่ามัทนาเป็นเทพธิดาที่มีรูปโฉมงดงามมาก เป็นผู้ที่มีความงามเลิศในทุกสัดส่วน มีผิวพรรณผุดผ่องมีเลือดฝาดที่บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของวัยสาว มีผมที่ดำเงา มีดวงตางดงาม มีเนินอกเอิบอิ่มราวกับดอกบัว มีส่วนโค้งส่วนเว้ากลมกลึง มีท่อนแขนที่งดงามราวกับงวงของช้างทรง มีท่วงท่าอ่อนช้อยงดงามยามเยื้องกรายประดุจกำลังรำไป

นอกจากนี้นางยังมีความงดงามมากถึงขนาดที่เมื่อใครได้พบก็รู้สึกราวกับว่าอยู่ในความฝัน ดังตอนหนึ่งที่ท้าวชัยเสนได้พบมัทนาแล้วเกิดหลงรักและรำพึงรำพันถึงความงามของมัทนา ขึ้นว่า                                                

โอ้โอ๋กระไรเลย                              บมิเคยณก่อนกาล!

พอเห็นก็ทราบส้าน                                   ฤดิรักบหักหาย.

ยิ่งยลวนิดา                                                     ละก็ยิ่งจะร้อนคล้าย

เพลิงรุมประชุมพลาย                               ณอุราบลาลด.

พิศไหนบมีทราม,                                     วธุงามสง่าหมด,

จนสุดจะหาพจน์                                     สรเสริญเสมอใจ.

ฯลฯ                         ...

งามเกินมนุษจริง                            กละหญิงนิมิตร์ฝัน,

จนแรกประสพนั้น                                   ดนุจวนจะปลุกตัว,

นึกว่าสินิธนิทร์                                        นยนาก็แน่วนัว,

แต่นึกก็ออกกลัว                                      จะผวาและไม่เห็น.

ซึ่งจากคำประพันธ์แสดงให้เห็นว่า มัทนามีความงดงามสง่าหาที่จะตำหนิมิได้ งดงามมาก จนไม่อาจจะสรรหาคำใดที่ควรค่าจะนำมากล่าวยกย่องได้ งามเกินกว่ามนุษณ์โลก จนเมื่อแรกพบก็เหมือนกับตกอยู่ในความฝัน

และครั้นเมื่อนางต้องคำสาปกลายเป็นกุหลาบ กวีก็พรรณนารูปลักษณ์ของดอกกุหลาบไว้ว่า

อันบุษปะประหลาด                        บมิเห็นณแห่งใด

งามสรรพะวิไล-                                      ยะวิเศษะมาลี;

สีแดงก็มิจ้า                                            ดุจะดอกชบาสี,

งามดังดรุณี                                                     ยลเพลินเจริญตา

กลิ่นหอมก็ระรวย                                   รสะลมรำเพยพา

ถึงไหนฤก็น่า                                          จะระรื่นพิรมหวล.

แม้แต่งศิระเกล้า                                      วนิดาละอองนวล

เห็นแน่จะประมวญ                                  วรลักษณานาง;

จะเห็นว่ากุหลาบมีลักษณะ “งามสรรพ” คืองามทุกองค์ประกอบของดอก ทั้ง รูปดอก กลีบดอก ซึ่ง มีส่วนโค้งเว้ากลมมน โดยเฉพาะกุหลาบแรกแย้ม ปลายกลีบดอกจะงามชดช้อยยวนตายวนใจ งามเหนือดอกไม้ใดๆ จึงได้ชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่ง ดอกไม้” มีสีสันที่ไม่เจิดจ้าแต่นุ่มนวลเนียนละมุน ทั้งยังมีกลิ่นหอมรวยรื่น ซึ่งกุหลาบนี้ถือได้ว่าเป็นดอกไม้ที่จำลองลักษณะความงามของนางมัทนาได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน จึงกล่าวได้ว่าจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ปรากฏแก่ตา ทั้งเทพธิดามัทนาและ   ดอกกุหลาบ ก็มีลักษณะเด่นร่วมกันคือ “ความสง่างามและอ่อนหวานนุ่มนวล” ทำให้ผู้พบเห็น   คลั่งไคล้หลงใหล ชวนให้เชยชมดมดอม เทพธิดามัทนาจึงพรั่งพร้อมในความงดงามสูงส่งยิ่งกว่านางใดในสามโลก

๓. ลักษณะนิสัยใจคอของเทพธิดามัทนาในมัทนะพาธา

ในด้านบุคลิกภาพภายในคืออุปนิสัยนั้น แม้มัทนาจะเป็นหญิงสาวที่มีความอ่อนหวานนุ่มนวลทุกท่วงท่า ไม่ว่าจะเป็นอากัปกิริยาหรือการเจรจาพาที แต่นางก็มิได้มีความอ่อนแอไปด้วย ตรงกันข้ามกลับมีจิตใจที่เข้มแข็งมั่นคงอย่างที่สุด นางมีจุดยืนในอุดมการณ์ของตนโดยเฉพาะในเรื่องของความรักหรือการมีคู่ครอง นางได้ตั้งปณิธานไว้ว่าจะครองคู่กับชายที่ตนรักเท่านั้น ดังที่ปรากฏในความตอนหนึ่งของเรื่อง   ความว่า

หม่อมฉันนี้เปนผู้ถือ                        สัจจาหนึ่งคือ

ว่าแม้มิรักจริงใจ                                     ถึงแม้จะเปนชายใด

ขอสมพาศไซร้                                        ก็จะมิยอมพร้อมจิต               

จากปณิธานที่ตั้งไว้ มัทนาจึงไม่ยอมให้ผู้ใดใช้อำนาจมาบีบบังคับหรือหักหาญน้ำใจซึ่ง จะเห็นได้จากพฤติกรรมของนางในทุกชาติภพ ไม่ว่าจะเป็นนางมนุษย์หรือนางเทพธิดา ใช่ว่ามัทนาจะไม่รัก สุเทษณ์ในชาตินี้เท่านั้นแม้ในชาติก่อนหน้านี้นางก็ไม่รัก เมื่อไม่รักแล้วนางก็ไม่ยอมครองคู่อยู่ด้วยเป็นอันขาด และเมื่อมีโอกาสเลือกนางก็เลือกที่จะตายในชาติที่แล้วและเลือกที่จะเป็นกุหลาบในชาตินี้ดีกว่าที่จะอยู่อย่างฝืนใจกับชายที่ตนไม่รัก นอกจากนี้นางยังมีความรักในศักดิ์ศรีของความเป็นกุลสตรี ดังจะเห็นได้จากบทสนทนาตอนหนึ่งว่า

อันหญิงย่อมไม่อยาก                       จะกระทำประดุจขาย

ความรักให้แก่ชาย                                   เพราะว่ะเกรงจะดูแคลน

อันชื่อของหม่อมฉัน                                 ฤก็สุดจะหวงแหน

เกลียดหญิงที่แปร๋แปร๋น                            กละชวนบุรุษชม

บทนิพนธ์ข้างต้นแสดงให้เห็นว่ามัทนาเป็นผู้ที่รักศักดิ์ศรีของผู้หญิง ซึ่งผู้หญิงที่ดีนั้นไม่ควรที่จะแสดงความในใจของตนต่อผู้ชายก่อนเพราะจะทำให้คนอื่นดูถูกดูแคลนได้ และเมื่อนางได้เป็นมเหสีของท้าวชัยเสนแล้วนางก็ไม่คิดที่จะมีใครอื่นอีก นางมีใจเด็ดเดี่ยวมั่นคงต่อความรัก มีความซื่อสัตย์ต่อสามี  ดังจะเห็นได้จากบทสนทนาตอนหนึ่งในเรื่องที่ช่วยให้เห็นนิสัยและจิตใจอันซื่อตรงมั่นคงของนางมัทนาที่มีต่อท้าวชัยเสน ดังความว่า

ใดจะพึงกะมละกว่า                        พระสามิที่

เป็นวราภะระณะศรี                                  ณเกศถกล

ข้าก็ขออะมระฤทธิ์                                   ประสิทธิผล,

ช่ายประสาทะลุขะดล                                หทัยถนัด

แห่งพระวีระชยะเสน                                นเรนทะรัตน์,

ให้พระจากนะคะรหัส-                              ตินาและมา

รับดนูจระณขัณฑ์,                                   ฉะนั้นแหละข้า

โศกและส่างและมะทะนา                           จะเปรมหทัทย

 

แม้สุเทษณ์จะเสนอให้นางเป็นชายาของตนมีอำนาจมีความสุขสบายเหนือผู้อื่นแต่นางก็ยังปฏิเสธ โดยเป็นการกล่าวปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่า

อันจะทรงพระกรุณา                       ณข้าฉะนั้น,

เป็นพระคุณดนุจะพรร-                             ณะนาบได้;

หากจะมีวิถิถนัด                                      บขัดหทัย,

ทั้งจะใช้ณธุระใด                                     บมีระอา,

แต่จะโปรดดนุและให้                               คระไลนภา

เป็นพระบาทะบริจา-                                ริกาฉะนี้,

เกรงจะผิดพระนิติธรร-                             มะอันนะรี

เสพย์กะสองบุรุษะมี                                 ฤใครจะชม?

นอกจากนี้แล้วมัทนายังเป็นผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างยิ่งอีกด้วย ซึ่งในเรื่องมัทนาในชาติที่แล้วได้ยอมตกลงแต่งงานกับชายที่ตนไม่รักเพื่อช่วยให้บิดาของตนลอดพ้นจากความตาย และนางก็ฆ่าตัวตายเพื่อให้ลอดพ้นจากชายที่ตนไม่รัก และในชาตินี้เทพธิดามัทนาที่มาจุติเป็นกุหลาบ เมื่อพระกาละทรรศินมุนี เชิญมาปลูกอยู่ข้างอาศรมให้ความรักความเมตตาดังธิดาของตน ครั้นเมื่อถึงวันเพ็ญ นางมัทนามีโอกาสได้กลายร่างเป็นมนุษย์ก็ให้การดูแลถวายการรับใช้พระฤษีเป็นอย่างดี เพื่อตอบแทนคุณ  ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า บุคลิกภาพภายในคือคุณลักษณะและอุปนิสัยของนางมัทนา  ในทุกชาติภพที่เป็นสตรีนั้นเหมือนเดิมเสมอต้นเสมอปลาย ด้วยจิตใจที่เด็ดเดี่ยวมั่นคง กตัญญูและ  มีคุณธรรม ทำให้นางรอดพ้นจากบุรุษที่ไม่พึงปรารถนาได้ ครั้นนางกลายร่างมาอยู่ในรูปของกุหลาบ กุหลาบก็ยังคงจำลองคุณสมบัติดังกล่าวของนางมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน เพราะหากใครคิดที่จะเด็ดกุหลาบด้วยมือก็ต้องถูกหนามทิ่มตำ ส่วนในด้านของความรัก กุหลาบมีคุณสมบัติเป็นดอกไม้งามหอมยวนใจบันดาลความสุขและระงับความทุกข์ให้แก่มวลมนุษยชาติ คุณสมบัติดังกล่าวของกุหลาบจึงทำให้ดอกกุหลาบ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่ง “รักนิรันดร์”

๔. สติปัญญาความสามารถของเทพธิดามัทนาในมัทนะพาธา

ในด้านของความสามารถของนางมัทนานั้น มัทนามีความฉลาดในการเจรจามากจนสามารถเอาตัวรอดจากชายที่ตนไม่พึงปรารถนาได้ แม้ว่าชายผู้นั้นจะมีอำนาจมากเพียงใดก็ตาม นางก็ยังสามารถใช้วาจาเจรจาพาทีเอาตัวรอดมาได้ ดังตัวอย่างในตอนที่พูดโต้ตอบกันระหว่างสุเทษณ์กับนางมัทนา ดังความว่า

สุเทษณ์          -         อ้าโฉมวิไลยะสุปริยา              มะทะนาสุรางค์ศรี

พี่รักและกอบอภิระตี             บมิเว้นสิเน่ห์หนัก

บอกหน่อยเถอะว่าดะรุณิเจ้า   ก็จะยอมสมัครรัก

มัทนา            -         ตูข้าสมัครฤมิสมัคร               ก็มิขัดจะคล้อยตาม

สุเทษณ์          -         จริงฤนะเจ้าสุมะทะนา            วจะเจ้าแถลงความ

มัทนา            -         ข้าขอแถลงวะจะนะตาม         สุระเทวะโปรดปราน

สุเทษณ์          -         รักจริงมิจริงฤก็ไฉน                        อรไทยบแจ้งการ

มัทนา            -         รักจริงมิจริงก็สุระชาญ           ชยะโปรดสถานใด

...ฯลฯ...

สุเทษณ์          -         โอ้รูปวิไลยะศุภะเลิศ              บมิควรจะใจแข็ง

มัทนา            -         โอ้รูปวิไลยะมละแรง              ละก็จำจะแข็งใจ

จากความสามารถในการเจรจาของนางนั้น ทำให้นางรอดพ้นจากบุคคลที่ตนไม่พึงใจได้ ทั้งๆที่นางไม่มีเวทมนต์อำนาจใดเลย แต่ด้วยความสามารถในการพลิกแพลงภาษาในการเจรจาจึงทำให้นางควรค่าแก่การยกย่องให้เป็นสตรีผู้มีความฉลาดและมีความสามารถในการเจรจาได้อย่างล้ำเลิศ นอกจากความสามารถในการเจรจาแล้ว นางยังมีสติปัญญาที่เฉียบแหลมมีปฏิภาณไวพริบที่ดี ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อนางจำต้องถูกสุเทษณ์ลงโทษทัณฑ์แล้ว ครั้นให้นางเลือกมาจุติบนโลกมนุษย์นางก็ยังเลือกที่จะมาจุติเป็นดอกกุหลาบซึ่งเป็นดอกไม้ที่มีคุณสมบัติเหนือดอกไม้อื่นทั้งปวง มีความงดงามนุ่มนวลยวนตาและยังมีหนามแหลมคมคอยคุ้มครองป้องกันภัยให้แก่ตนเองด้วย

ในปัจจุบันวัยรุ่นหนุ่มสาวไทยมีค่านิยมในการแสดงความรักด้วยการให้ดอกกุหลาบกัน โดยถือเอาวันวาเลนไทน์เป็นวาระสำคัญในการแสดงความรักด้วยวิธีดังกล่าวอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ แต่ค่านิยมนี้เป็นความคิดและพฤติกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมตะวันตก จะมี  สักกี่คนที่ระลึกถึงวรรณคดีอมตะซึ่งเป็นสุดยอดแห่งภูมิปัญญาไทยเรื่อง มัทนะพาธา ตำนานแห่งดอกกุหลาบของไทย อันเป็นที่มาของสัญลักษณ์แห่งความรักมั่นที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระมหาธีรราชเจ้า” ได้ทรงจินตนาการพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อเป็นสมบัติของชาติ

 

เสน่ห์นางในวรรณดคี : นางโมรา จากวรรณคดีไทย เรื่องจันทโครพ

นางโมรา ผู้ฆ่าผัว นางชั่วบาป             คงยินทราบ มาแต่ไหน แต่ไรหนา

นางโมรา จากผอบ  กี่เพลา                         ก็ต้องมา รับกำหนัด  สุริยวงศ์

นางนั้นเกิด กำเนิดมา หาใช่หญิง                  นางเป็นสิ่ง เสกซ่อน ซ้อนให้หลง

ด้วยเกิดเพื่อ เหยื่อตัญหา พะว้าพะวง            มิเคยบ่ง บอกบ่ม ศรีนรี

นางมีร่าง เป็นหญิง แท้จริงไม่                      นางติดใจ แต่อยู่กิน มีถิ่นที่

ล่อมนุษย์ ผู้ลุ่มหลง ในอิสสตรี                     กลายชะนี ร้องเรียกผัว ทุกตัวไป

                                                                                                            กลอนโดย  นิดนรี

หลายคนคงรู้จักชื่อของนางในวรรณคดีนางหนึ่งที่ชื่อว่า  "โมรา"  เพราะชื่อนี้ นอกจากจะเป็นชื่อของนางในวรรณคดีเรื่อง "จันทโครพ" แล้ว ยังใช้เป็นคำเรียกผู้หญิงหลายใจ ที่นอกใจสามีตัวเองอีกด้วย เนื่องจาก เจ้าชายจันทโครพได้ไปศึกษาเล่าเรียน อยู่กับพระฤษีตนหนึ่งจนสำเร็จวิชา อาจารย์เลยให้ผอบทอง ซึ่งมีสาวสวยอยู่ข้างในนั้นคือ นางโมรา โดยพระฤษีกำชับนักหนาว่า อย่าเพิ่งเปิดผอบระหว่างทาง      แต่ความที่อยากรู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น ทำให้จันทโครพตัดสินใจเปิดออกดู เมื่อเห็นนางโมราก็หลงรักทันที และได้นางเป็นชายาที่กลางป่านั่นเอง แต่ขณะที่ทั้งคู่เดินทางกลับเมือง ก็ไปเจอโจรป่าเข้าเลยถูกปล้น โดยโจรหวังจะชิงนางโมราไปด้วย จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น ท้ายที่สุด พระขรรค์หลุดออกไป จันทโครพตะโกนให้นางส่งพระขรรค์ให้ แต่นางกลับส่งให้โจรเอามาฆ่าจันทโครพตาย       ส่วนโจรได้นางโมราไปแล้วก็เกิดไม่แน่ใจ กลัวถูกทรยศเหมือนจันทโครพ เลยแอบหนีนางไป ทำให้โมราต้องระหกระเหินหิวโหยอยู่ในป่า พระอินทร์จึงแปลงร่างเป็นเหยี่ยวคาบชิ้นเนื้อมาลองใจ โดยตกลงว่าเมื่อให้ชิ้นเนื้อแล้ว นางต้องมาเป็นภรรยา นางโมราก็มิได้ขัดขืนแต่อย่างใด พระอินทร์เห็นเช่นนั้นก็โกรธว่า เป็นหญิงมักมากในกามคุณ โดยไม่เลือกว่าโจรหรือสัตว์ จึงสาปนางให้กลายเป็นชะนี ส่งเสียงร้องโหยหวนเรียกหาสามีของตน

๑. บทบาท                

๑.๑ บทบาทในการดำเนินชีวิต

ในการดำเนินชีวิตของนางโมรานับว่าไม่สุขสบาย และแตกต่างไปจากนางในวรรณคดีเรื่องอื่นๆ โดยจันทะโครพเปิดผอบออกมาที่กลางป่า จึงไม่ได้รับความสุขสบาย ถึงแม้ว่านางโมราจะเป็นตัวละครหลักของวรรณคดีเรื่องจันทโครพ แต่ช่วงเวลาในการใช้ชีวิตนอกผอบของนางโมราก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งไม่ได้รับความสุขสบายแต่อย่างใด มีเพียงการดูแลปรนนิบัติ จากจันทโครพผู้เป็นสามีคนแรกเท่านั้น

๑.๒ ชะตาชีวิต

ชะตาชีวิตของนางโมรานับได้ว่าน่าสงสาร เนื่องจากนางถือกำเนิดมาจากขนนกยูง ที่พระฤๅษีอัศโมพระโคดมปลุกเสกขึ้นมาโดยให้นางอาศัยอยู่ในผอบตั้งแต่แรก ต้องออกจากผอบก่อนเวลาอันควร       โดยจันทโครพเปิดผอบออกมาที่กลางป่า สิ่งมีชีวิตแรกที่นางได้พบเห็นก็คือผู้ชาย และประสบการณ์แรกที่ได้รับก็คือประสบการณ์ทางเพศ นางจึงคิดว่าสิ่งสำคัญในตัวนางก็คือเรือนร่าง และความเป็นหญิง  ชีวิตของนางต้องระหกระเหิน เนื่องจากถูกโจรป่าทอดทิ้ง และยังถูกสาปให้กลายเป็นชะนีร้องโหยหาสามีอยู่ตลอดเวลา

๒. รูปโฉม

เนื่องจากนางโมราเป็นหญิงที่เกิดจากการปลุกเสกจากขนนกยูงโดยพระฤๅษีอัศโมพระโคดม จึงได้มีรูปร่าง หน้าตาที่สวยงาม ไม่แพ้หญิงใด โดยสังเกตได้จากการที่พระจันทะโครพเกิดตกหลุมรักนางโมราทันทีที่ได้พบนาง แสดงให้เห็นถึงความงามที่จับตา ต้องใจ จนทำให้ผู้ที่ได้พบนางเพียงครั้งแรกได้เกิดอาการหลงรักได้  อีกทั้งเมื่อโจรป่ามาพบนางเข้าก็เกิดอาการหลงรักนางเช่นเดียวกับพระจันทะโครพ  จึงอาจกล่าวได้ว่า นางโมรา เป็นนางในวรรณคดี ที่มีรูปโฉมงดงามนางหนึ่งเช่นกัน

๓. ลักษณะนิสัย

จากการที่หลายคนเคยได้ยินเรื่องราวของนางโมรามาก่อน ว่าเป็นหญิงที่ไม่มีความจงรักภักดีต่อผู้เป็นสามี และเป็นหญิงที่ฆ่าสามีของตนได้นั้น หากมองลึกเข้าไปถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้นางได้กลายเป็นเช่นนั้นแล้ว อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิด  จากเกลียดนางโมรา กลายเป็นเกิดความสงสารนางโมราได้ เช่นในเรื่องการอบรมเลี้ยงดูพบว่า "ผอบ" เป็นสัญลักษณ์แทนการจำกัดขอบเขตสภาพแวดล้อมในการ อบรมเลี้ยงดู มีอิทธิพลทำให้นางโมราไม่มีโอกาสเรียนรู้การปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามศีลธรรมอันดีงาม เป็นสาเหตุให้นางพึงพอใจในตัวของนายโจรเช่นเดียวกัน  อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับนางพบว่า "ป่า" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนสภาพสังคม ที่มีความด้อยทางวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับสภาพสังคมที่นางเคยดำรงชีวิตมาก่อน มีอิทธิพลในการกระตุ้น พฤติกรรมที่แสดงถึงความด้อยทางวัฒนธรรมของนาง ซึ่งแอบแฝงอยู่ในประสบการณ์ ไร้สำนึก ให้ปรากฏขึ้น

อิทธิพลจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนาง ซึ่งได้แก่พระจันทะโครพ และนายโจรมีส่วนต่อการเกิดพฤติกรรมของนาง กล่าวคือ การที่พระจันทะโครพไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพระฤๅษี เป็นเหตุให้นาง ไม่ได้รับการอบรมในสังคมที่มีความเจริญทางวัฒนธรรม และผลักดันให้นางมีส่วนร่วมในการฆ่าสามี ในกรณีที่ต้องเป็นผู้ตัดสินใจยื่นพระขรรค์ให้ระว่างนายโจรกับพระจันทะโครพ สำหรับนายโจร นั้นเนื่องจากมีพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับพฤติกรรมของนางในส่วนของเชื่อชาติเผ่าพันธุ์ ทำให้นางเกิด ความพึงพอใจในตัวนายโจร

จึงอาจกล่าวได้ว่านางโมราเป็นหญิงที่ใจง่าย และยอมแลกเรือนร่างของตนเองได้กับทุกอย่างที่ต้องการ เพื่อความอยู่รอด ซึ่งเป็นสัญชาติญาณของสัตว์ป่า ดังเช่นชาติกำเนิดของนางนั่นเอง

๔. สติปัญญาและความสามารถ

สำหรับสติปัญญาแลความสามารถของนางโมรานั้นไม่โดดเด่นเท่าไรนัก เนื่องจากนางไม่ได้รับการอบรมเลี้ยงดู ไม่มีการคิดและการตัดสินใจที่ดีนางจึงนับว่าเป็นนางในวรรณคดีที่ไม่มีความรู้ความสามารถใดๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

จันทโครพเป็นวรรณคดีที่แสดงน้ำเสียงของผู้แต่งชัดเจนว่ามีทัศนะด้านลบต่อนางโมรา ตัวละครหญิงของเรื่อง ผู้แต่เรื่องนี้เป็นชาย จึงแสดงจุดประสงค์ชัดเจนว่าแต่งเรื่องนี้เพื่อสอนผู้ชายด้วยกันให้รู้พิษสงความชั่วร้ายของเพศหญิง ผู้แต่งใช้คำแรงๆ เมื่อพูดถึงนางโมรา เช่น ขึ้นต้นเรื่องว่า “จะกล่าวกาลกิณีนารีร้าย” พระอินทร์สาปนางเป็นชะนีก็เพื่อ “จะประจานไว้ให้ทั่วทั้งโลกา        ว่าหญิงกาลกิณีนารีทวีป” 

การที่พระอินทร์แปลงกายเป็นเหยี่ยวขอร่วมประเวณีกับนางโมราก็น่าจะเป็นการแต่งเติมเพื่อตอกย้ำราคะจริตของนางโมราให้มากขึ้นมากกว่า และน่าคิดว่าออกจะเป็นการจงใจ และไม่ยุติธรรมต่อตัวละครหญิงผู้นี้

ดังนั้น เราอาจจะกล่าวได้ว่า โมรา เป็นตัวละครหญิงที่ถูกสร้างให้มีลักษณะนิสัยด้านลบอย่างเด่นชัด เพื่อให้สอดคล้องกับโครงเรื่อง และนำเสนอแก่นเรื่องตรงเป้าหมายชัดเจน โมราทำเรื่องให้จันทะโครพมีพลังเข้มข้นในการแสดงทัศนคติของชายที่มีต่อหญิงที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อสามี เรื่องราวของนางโมราจึงเป็นตำนานที่อ้างอิงกันต่อมาเพื่อประณามความชั่วของเพศหญิง และแนวคิดนี้คงสืบทอดต่อไปอีกยาวนาน.

 

.ประเภทสวยเสน่หา คือ จากสวยต้องคงด้วยเสน่หา ถึงมีชายเข้าหาอยู่เสมอ คือ นางกากี

กากีคำกลอนเสน่ห์

ผู้แต่ง                            เจ้าพระยาพระคลัง   (หน)

คำประพันธ์                    ร้อยกรองประเภทกลอนเพลงยาว

วัตถุประสงค์                  เพื่อขับร้องในการบรรเลงมโหรี

ที่มาของเนื้อเรื่อง             จากนิทานในนิบาตชาดก  หมวดที่ 3  เรื่องกากาติชาดก

เสน่ห์นางในวรรณดคี : นางกากี   จากวรรณคดีไทย เรื่องกากี 

กากีเป็นตัวละครหญิงที่รู้จักกันดีตั้งแต่สมัยอยุธยา ได้รับความนิยมสืบต่อกันมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ดังปรากฏในบทเห่เรื่องกากี พระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ  และเรื่องกากีคำกลอน เป็นผลงานการประพันธ์ของ    เจ้าพระยาพระคลัง (หน)

กากีนับเป็นนางเอกที่อื้อฉาวที่สุดเลยก็ว่าได้ นางกากีนอกจากจะมีรูปกายงดงามราวกับเทพธิดาแล้ว ยังมีกลิ่นกายหอมเป็นพิเศษอีกอย่างหนึ่ง ชายใดที่แตะต้องสัมผัสนางก็จะหอมติดชายคนนั้นไปเจ็ดวันเลยทีเดียว นางกากีเป็นมเหสีของท้าวบรมพรหมทัต โปรดการเล่นสกามาก และมีพระยาครุฑเวนไตยซึ่งแปลงร่างเป็นมานพรูปงามมาเล่นสกา จนวันหนึ่งเล่นเพลินมิได้ไปหานางกากี นางจึงมาแอบดูและสบตาเข้ากับพระยาครุฑ ต่างก็เกิดอาการหวั่นไหว

๑. บทบาท

นางกากีมีบทบาทเป็นภรรยาของชายถึง ๓ คน คือ พระเจ้าพรหมทัตซึ่งเป็นมนุษย์  พญาครุฑซึ่งเป็นสัตว์  และนาฎกุเวรซึ่งเป็นยักษ์  นางยินดีและเต็มใจเป็นภรรยาของชายทั้ง ๓ โดยไม่ได้ถูกบังคับไม่ว่าทั้งทางกายหรือทางใจ  การกระทำของนางจึงเป็นการสนองความปรารถนาในเพศรสอันเป็นลักษณะนิสัยของนาง  ทั้งๆ ที่นางเองตระหนักการคบชู้เป็นการผิดศิลธรรมและจารีต  และหากมีประเวณีกับชายมากกว่าสองคนยิ่งบาปหนักขึ้น ดังที่นางกว่ากับพญาครุฑว่าแต่เสียหนึ่งได้สองก็ต้องห้าม  ถ้าทั้งสามปฎิพัทธ์โอ้บัดสี แต่พฤติกรรมของนางกากีกลับขัดแย้งกับคำพูดของนางข้างต้น  ความหลงใหลในรูปโฉม  ทำให้นางทิ้งเจ้าพรหมทัตไปอยู่กับพญาครุฑ  และความลุ่มหลงในเพศรสทำให้นางกากีไปเป็นชู้กับนาฎกุเวรอีกคน  จะเห็นได้ว่านางกากีมีชู้ตลอดเวลาที่อยู่กับผู้ชายคนใดคนหนึ่ง 

จากบทบาทของนางกากีข้างต้น ดิฉันมีความคิดเห็นว่า นางกากีเป็นตัวละครหญิงที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับผู้หญิงในอุดมคติของสังคม อาจจัดได้ว่านางกากีเป็นตัวอย่างของผู้หญิงชั่ว

๑.๑ การดำเนินเรื่อง 

เนื้อเรื่องย่อ    

ท้าวพรหมทัตกษัตริย์แห่งนครพาราณสีแม้จะอายุมากแล้ว แต่ก็มีพระมเหสีรูปงามกลิ่นกายหอมชื่อว่านางกากี พระองค์รักและหลงใหลนางกากี ไม่ให้มหาดเล็ก คนสนิทที่เป็นชายเข้าใกล้หรือได้เห็นนางยกเว้นที่จำเป็นเพียงไม่กี่คนเท่านั้น หนึ่งในหนุ่มคนสนิทที่สามารถเข้าใกล้นางกากีได้คือ “นาฏกุเวร” ผู้เป็นคนธรรพ์รูปงามมีหน้าที่บรรเลงดนตรี แต่งกลอน ขับกล่อม ให้แก่ท้าวพรหมทัต ในยามที่พระองค์เล่นสกากีฬาโปรดปรานกับพระสหายสนิท ตามปกติคนธรรพ์เป็นกึ่งมนุษย์กึ่งเทวดาที่มีความสามารถสูง ยิ่งเป็นนาฏกุเวรผู้มีความเปรื่องปราชญ์ก็ยิ่งเป็นที่รักใคร่ไว้วางพระทัยของท้าวพรหมทัต นอกจากพระประยูรญาติที่ท้าวพรหมทัตโปรดให้เล่นสกาด้วยแล้ว พระองค์มีสหายสนิทผู้มีความลึกลับที่มีฝีมือการทอดสกาเทียบเท่าพระองค์นามว่าเวนไตย เวนไตยเป็นพญาครุฑที่มีวิมานชื่อฉิมพลีตั้งอยู่ที่เชิงเขาพระสุเมรุเหนือดงงิ้ว ผู้มีร่างมาเป็นมานพรูปร่างสง่างามในเมืองมนุษย์ เวนไตยไม่ยอมบอกว่าตัวเองมาจากที่ไหน แต่ก็มาเล่นสกากับท้าวพรหมทัตอย่างสม่ำเสมอทุกๆ เจ็ดวัน

คำร่ำลือถึงความสง่างามของพญาเวนไตยจากสนมกำนัลมาเข้าหูนางกากี นางกากีลองแอบดูครั้งหนึ่งก็พอดีกับเวนไตยมองมา ทั้งคู่ต่างตื่นเต้นในความงามของกันและกันทำให้เวนไตยถึงกับทำอุบายลักพานางกากีไปจากท้าวพรหมทัต โดยการจำแลงตัวเป็นพญาครุฑบินไปบังแสงอาทิตย์ที่ส่องเมืองพาราณสีทำให้เมืองมืดมิดและอลหม่านจากการเกิดพายุใหญ่กระหน่ำ เวนไตยฉวยโอกาสนี้พาตัวนางกากีไปสมสู่ ณ วิมานฉิมพลี เนื่องจากนางกากีก็พึงพอใจเวนไตยเมื่อยามเป็นชายหนุ่มรูปร่างสง่างามในวิมานฉิมพลี ท้าวพรหมทัตเป็นทุกข์ระทมเมื่อนางกากีมเหสีสุดสวาทได้หายไปไม่สามารถตามหาได้ นาฏกุเวรผู้แอบหลงรักในรูปและกลิ่นกายของนางกากีอาสานำตัวนางกากีกลับ เพราะรู้ระแคะระคายเนื่องจากเหตุการณ์ในวันที่เวนไตยสบตากับนางกากีไม่พ้นจากสายตาของคนธรรพ์หนุ่มนี้ไปได้ นาฏกุเวรได้ผูกกลอนขับกล่อมขณะที่เวนไตยเล่นสกากับท้าวพรหมทัตจนสังเกตความผิดปรกติของเวนไตยได้ เมื่อท้าวพรหมทัตทรงอนุญาต การเล่นสกาครั้งต่อมานาฏกุเวรจึงแปลงร่างเป็นตัวไรเกาะปีกเวนไตยเมื่อเขากลายเป็นพญาครุฑตามไปถึงวิมานฉิมพลี เมื่อเวนไตยออกไปปฏิบัติภารกิจนอกวิมาน ก็คืนร่างเป็นนาฏกุเวรคนเดิม ด้วยความเสน่หาที่มีต่อนางกากี นาฏกุเวรก็ขอร่วมอภิรมย์สมสู่กับนางกากี โดยขู่ว่าจะไม่เปิดเผยความลับระหว่างเวนไตยกับนาง นางกากีเห็นว่านาฏกุเวรเปิดเผยว่ารักใคร่ตัวนางมาก่อน ก็ยอมสมสู่ด้วยเมื่อถึงกำหนดนัดเล่นสกากับท้าวพรหมทัต นาฏกุเวรก็จำแลงเป็นตัวไรเกาะปีพญาครุฑเวนไตยกลับเมืองพาราณสี และได้กราบทูลให้ท้าวพรหมทัตทำเป็นไม่ทราบเรื่อง ระหว่างการเล่นสกานาฏกุเวรก็แต่งกลอนยั่วยุให้เวนไตยโกรธ โดยพรรณาถึงรายละเอียดทุกอย่างที่นางกากีมี แสดงว่านาฏกุเวรได้ร่วมอภิรมย์รักโดยนางกากีก็สมัครใจ เวนไตยโกรธมากที่นางกากีทรยศต่อตัวเอง เมื่อกลับไปก็คาดคั้นเอาความจริงกับนางกากี แต่นางกากียอมรับตอนหลังอ้างว่าถูกบังคับ ซึ่งเวนไตยไม่เชื่อและส่งนางกากีกลับคืนเมืองพาราณสี ท้าวพรหมทัตทั้งรักทั้งแค้นทั้งอับอาย ทรงตัดเยื่อใยนางกากีและสั่งให้มหาดเล็กนำไปลอยแพในมหาสมุทร

นางกากีต้องเผชิญเคราะห์กรรมอย่างแสนสาหัส เมื่อนายสำเภามาพบนางสลบไสลบนแพ เรือนร่างที่สวยงามย่อมเป็นที่หมายปองของนายสำเภา เขาจึงได้นางกากีเป็นภรรยา ต่อมาโจรสลัดได้ปล้นเรือนายสำเภาและหัวหน้าโจรบังคับนางกากีให้เป็นภรรยาอีก ท่ามกลางความอิจฉาริษยาของสมุนโจร เพราะหัวหน้าโจรไม่ยอมแบ่งผู้หญิงให้เหมือนรายอื่นๆ ในที่สุดก็เกิดการแก่งแย่งนางกากีกันในหมู่โจร ถึงกับฆ่าฟันกันเอง นางกากีฉวยโอกาสหลบหนีพวกโจรได้ แต่ต้องเผชิญกับความโหดร้ายในป่าจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด โชคดียังเป็นของนางกากี ที่บังเอิญมีกษัตริย์ชรานามว่าท้าวทศวงศ์ผู้เป็นหม้ายแห่งเมืองไพศาลีเสด็จมาเที่ยวป่า ได้นำนางกากีไปชุบเลี้ยงเป็นถึงมเหสี นางกากีไม่บอกความจริงให้ท้าวทศวงศ์เพราะกลัวความไม่ดีของตนเองจะทำให้ท้าวทศวงศ์ไม่รับอุปการะ จิตใจของนางยังไม่เป็นสุขถึงจะได้เป็นถึงมเหสี แต่ท้าวทศวงศ์ก็ทรงโปรดปรานมเหสีร่างงามและกลิ่นกายหอม

ตั้งแต่ท้าวพรหมทัตลอยแพนางกากีไป ก็ไม่มีความสุขกลับต้องระทมทุกข์ ถึงกับประชวรและสวรรคตในเวลาต่อมา เนื่องจากพระองค์ไม่มีทายาท ข้าราชบริพารจึงได้เลือกผู้ที่เป็นที่รักใคร่ของประชาชนและมีปัญญาเฉียบแหลมขึ้นครองราชย์แทน นาฏกุเวรได้รับเลือกเป็นกษัตริย์แทนท้าวพรหมทัต คนธรรพ์หนุ่มผู้เป็นกษัตริย์ก็ยังรักอาลัยนางกากีอยู่ ได้สืบจนทราบว่านางกากีได้เป็นมเหสีของท้าวทศวงศ์ นาฏกุเวรจึงส่งสารทวงนางกากีในฐานะที่เคยเป็นมเหสีของกษัตริย์เมืองพาราณสีมาก่อน แต่เมืองไพศาลีไม่ยอม จึงได้เกิดสงครามระหว่างสองเมือง ในที่สุดนาฏกุเวรก็ยึดเมือง ไพศาลีได้ และรับนางกากีกลับมาเป็นมเหสีสมใจปรารถนา

๑.๒ ชะตากรรม

นางกากีถูกประณามว่าเป็นหญิงชั่วในแง่ที่ว่าชั่งเป็นหญิงใจง่ายมากชู้หลายผัว  ไม่รู้จักอิ่มในโลกียรสไหนจะ  พระเจ้าพรหม  พญาครุฑ  แล้วยังจะคนธรรพ์อีก

ดิฉันมีความคิดเห็นว่า พฤติกรรมข้างต้นที่สังคมประณามว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายเพราะผู้กระทำความผิดเป็นผู้หญิง ซึ่งมันไม่ค่อยยุติธรรมสำหรับฝ่ายหญิงเท่าไหร่นัก เพราะถ้าผู้กระทำความผิดเป็นฝ่ายชาย แทนที่จะได้รับคำประณาม กลับได้รับรับคำยกย่องว่ามีเสน่ห์ดีมีความสามารถ หรือตำหนิแค่เบา ๆ ว่า “เจ้าชู้” เท่านั้น 

๒.  ชมโฉม

นางกากีมีบุคลิกลักษณะเหมือนตัวละครเอกฝ่ายหญิงในวรรณคดีไทยทั่วไป  กล่าวคือ  มีรูปรสสมบัติเป็นเลิศ  แม้กวีจะไม่ได้พรรณนาชมโฉมโดยละเอียดแต่ก็กล่าวถึงนางอย่างชื่นชมว่า “งามเพี้ยงอัปสรสวรรค์” และ “วิลาสดั่งดวงจันทร์” นอกจากนี้นางยังมีคุณสมบัติพิเศษคือ กลิ่นกายหอม ใครได้สัมผัสกายนางจะมีกลิ่นหอมติดตัวไปถึง ๗ วัน ดังคำกล่าวที่ว่า

ชื่อกากีศรีวิลาสดั่งดวงจันทร์              เนื้อนั้นหอมฟุ้งจรุงใจ

เสมอเหมือนกลิ่นทิพมณฑาทอง                   ผู้ไดต้องสัมผัสพิสมัย

กลิ่นกายติดตัวผู้นั้นไป                              ก็นับได้ถึงเจ็ดวันทิวาวาร

จากข้อความข้างต้นดิฉันมีความคิดเห็นว่านางในวรรณคดีส่วนมากไม่มีนางไหนที่จะขี้เหร่ ไม่สวยงดงามเหมือนเทพธิดา แต่สำหรับนางกากีนอกจากจะมีรูปโฉมที่สวยงดงามแล้ว นางยังมีกลิ่นกายที่หอม ซึ่งสิ่งนั้นดิฉันก็คิดว่า น่าจะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ผู้ชายหลงใหล ซึ่งก็อาจไม่แตกต่างจากผู้หญิงในปัจจุบันที่มีรูปร่างหน้าตาสวยซึ่งก็นิยมที่จะมีคู่หลายคน

๓.  ลักษณะนิสัย

นางกากีมีลักษณะนิสัยที่ต่างจากบุคลิกภาพนอก  นั้นคือ นางเป็นผู้มีจิตฝักใฝ่ในกามารมณ์อย่างยิ่ง  และยังมีนิลัยเป็นคนพูดปดเพื่อเอาตัวรอด  ลักษณะนิสัยทั้งสองประการนี้ล้วนทำให้พฤติกรรมของนางขัดแย้งกับอุดมคติของสังคมที่มีต่อผู้หญิง  ซึ่งเน้นว่าผู้หญิงต้องรัก  ซื่อสัตว์ต่อสามีเพียงคนเดียว  ดังคำกล่าวที่ว่า

ชายนั้นโฉมวิไลพักตร์            แหลมหลักเชิงเช่นก็เจนจบ

ทั้งกิริยาคมสันครันครบ                    อันชายในพิภพนี้ไม่มีปาน

จากข้างต้นนางกากีมีลักษณะนิสัยต่างจาก อุดมคติของสังคมที่มีต่อผู้หญิง ซึ่งเน้นว่าผู้หญิงต้องรัก ซื่อสัตว์ต่อสามีเพียงคนเดียว ก็จริงอยู่ แต่ในความเป็นจริงสมัยนี้ผู้หญิงในอุดมคติของสังคมก็เริ่มลดน้อยลงทุกที ผู้หญิงในยุคปัจจุบันไม่ค่อยแคร์เรื่องในการคบผู้ชายเหมือนในสมัยก่อน และปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงต้องพูดโกหก เหตุผลก็คงไม่ต่างอะไรกับนางกากีเท่าไหร่นั

๔.  สติปัญญา  ความสามารถ

นางกากีเป็นผู้ที่มีไหวพริบดี  รู้จักการเอาตัวรอด เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากความผิดในฐานที่มีชู้ถึงสองชายนี้  นางกากีโทษว่าเป็นเพราะ “กรรม” ทั้งสิ้นเป็นการอ้างถึง “กรรม” ตามที่พบในวรรณคดีไทยทั่วไป สำหรับพญาครุฑนางบอกว่า “เขาเรืองฤทธิ์จนจิตเป็นสัตรี ก็สุดที่แท้ว่ากรรมจึงจำเป็น” สำหรับคนธรรพ์ นางบอกว่า “เพราะกรรมนำเหตุให้หฤโหดประณามโทษว่าผิดอยู่แหล่หลาย”   อย่างไรก็ตามนางก็ยังยืนยังว่านางไม่ผิด ด้วยวิธีที่นางขอยอมตายเพื่อแสดงความซื่อสัตย์ ดังคำกล่าวที่ว่า            

ถึงกระนั้นจริงใจไม่ปฏิพัทธ์               เป็นความสัตย์ว่าไปใครจะเห็น

พร่ำบวงบนเทพเจ้าทุกเช้าเย็น                     ขอให้ครุฑเคลิ้มเคล้นมาส่งคืน

และยังกราบทูลอีกว่า  เมื่อนาฏกุเวรไปส่งข่าวว่าพระเจ้าพรหมทัตเสียพระทัยที่นางจากมา  นางรู้สึกเศร้าโศกมากจนกระทั่ง

ให้อัดอั้นตันจิตดังพิษปืน             สลบลงกับพื้นพิมานบน

ส่วนการที่นางเป็นเมียนาฎกุเวรนั้น  นางแก้ตัวว่า  

ดั่งร่างผีมิได้รู้สึกสกนธ์              เท็จจริงก็เหมือนจนประจานกาย 

จากข้างต้นจะเห็นได้ว่านางกากีมีนิสัยชอบพูดปด มีสาติปัญญาในการคิด และมีไหวพริบในการเอาตัวรอด เพื่อหลุดพ้นความผิด แต่อย่างไรก็ตามการกระทำของนางกากี ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม ทุกคนก็ยังคงมองว่านางผิด

นางกากี ในเรื่อง กากี นับเป็นนางเอกที่อื้อฉาวที่สุดก็ว่าได้ พฤติกรรมการมีสามีหลายคนของนางกากี ทำให้นางถูกสังคมประณามเธอว่าเป็นหญิงชั่ว มีจิตใจฝักใฝ่ในกาม พฤติกรรมทำนองนี้เป็นถือว่าเป็นสิ่งที่ชั่วเลวทราม  ไม่สมควรที่จะได้รับการอภัยไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง  ทั้งนี้เพื่อที่จะช่วยให้มาตรฐานจริยธรรมของ ชาย – หญิง ในสังคมไทย อยู่ในระดับสูงเพียงพอที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ผู้คนที่เกิดมาในสังคม ถ้าผู้ชายไม่ชอบให้ผู้หญิงของตนคบชู้สู่ชาย  ผู้หญิงคนไหนบ้างที่จะยินดี ถ้าผู้ชายที่ตัวเองรักไปมีคนอื่น ดิฉันคิดว่าน่าจะเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างก็ดีนะคะ    ต่อมาพระยาครุฑได้บินมาลักพานางไปยังวิมานฉิมพลี ทำให้ท้าวพรหมทัตกลัดกลุ้มพระทัย คนธรรพ์นาฏกุเวรซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของท่านท้าวก็อาสาจะลักพานางกลับมา แต่แทนที่จะพานางกลับเมืองกลับเกี๊ยวพาและเล้าล้อมนางจนได้เสียกัน ท่านท้าวจึงนำนางไปปล่อยแพกลางทะเล ต่อมานางได้รับความช่วยเหลือจากนายสำเภา ซึ่งได้รับนางเป็นภรรยา แต่เคราะห์กรรมนางยังไม่หมด ต่อมาถูกนายโจรมาลักพาตัวไปเพราะหลงไหลในความงาม ปรากฎว่าหมู่โจรเกิดการแย่งชิงนาง นางหนีไปได้และได้เป็นมเหสีของท้าวทศวงศ์ นับดูแล้วนางกากีมีสามีถึง 5 คน แสดงว่าต้องเป็นคนที่เซ็กซี่มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามอย่างมาก

 

 บรรณานุกรม

 

วัชรี  รมยะนันท์.  (๒๕๓๘).  วิวัฒนาการวรรณคดีไทย.  (พิมพ์ครั้งที่ ๓).  กรุงเทพฯ:

          จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย.

บุษกร  อำไพ.  (๒๕๔๓).  การวิเคราะห์บทพิโรธวาทังในวรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสินทร์

          ตอนต้น.  กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์. 


รื่นฤทัย  สัจจพันธุ์. (๒๕๔๕).  มิใช่เพียง “นางในวรรณคดี” .  กรุงเทพฯ: ประพันธ์สาส์น. 

 
วิทย์  ศิวะศริยานนท์.  (๒๕๑๕).  วรรณคดีและวรรณคดีวิจารณ์.  กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์, 

 
สุทธิวงศ์  พงศ์ไพบูลย์. (๒๕๒๕). วรรณคดีวิเคราะห์.  กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

ปิยตา วนนันทร์.  (๒๕๕๒). นางในวรรณคดี  ค้นเมื่อ กรกฎาคม ๓๐, ๒๕๕๓, จาก

            http://www.bloggang.com

Thaicharm.  (๒๕๕๓).  นางในวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์.  ค้นเมื่อ กรกฎาคม ๓๐, ๒๕๕๓, จาก

            http://thaicharm.exteen.com

สิทธา พินิจภูวดล.  (๒๕๕๒).  วรรณคดีมรดกของไทยสมัยรัตนโกสินทร์  ค้นเมื่อ กรกฎาคม ๓๐,

              ๒๕๕๓, จาก http://guru.sanook.com

 

edit @ 17 Sep 2010 01:23:44 by มโนห์รา

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

ขอบคุนค่ะbig smile big smile big smile big smile

#1 By เกด (125.26.57.196) on 2010-12-05 09:36

มีเเต่ตัวหนังสือ

เเต่คนสวยดีนะ

เอิ๊กๆๆๆๆquestion question question surprised smile surprised smile surprised smile

#2 By may gee (118.172.30.41) on 2011-06-12 17:03

ประทับใจมาก เก่งมากคะhttp://www.facebook.com/photo.php?fbid=185685391494393&set=a.185551301507802.49677.100001588010139&type=1&theater

#3 By Maya Sade (114.72.235.236) on 2011-08-01 05:31

ขอบคุณค่ะ

#4 By มโนห์รา on 2011-08-25 14:31

ก็ งั้นๆๆ

#8 By ผมแทกหาปเสเา (223.206.151.90) on 2011-12-17 12:58

เก่งมากๆเลยเพ่

#9 By เด็ก ป.ประถม (125.27.44.147) on 2011-12-30 12:57

#10 By เดียว (103.7.57.18|180.183.234.179) on 2013-01-08 17:06